Sermons in Thai

Sermons in Thai

April 3, 2025
ผมใช้ชีวิตอยู่ในทวีปเอเชียประมาณ ๑๕ ปีแล้วขณะนี้, ผมมีเพื่อนมากมายที่เป็นชาวพุทธ ชาวพุทธส่วนมากที่ผมรู้จักเป็นคนที่อดทนและเป็นมิตรมาก แต่อย่างไรก็ตาม, ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ทำขึ้นโดยมนุษย์ ที่เหมือนกับโล่ห์, ป้องกันผู้คนจากการรู้จักทางของพระเจ้าและสงวนพวกเขาไว้ให้อยู่ในการผูกมัดกับวิญญาณชั่วร้าย ครั้งหนึ่งผมได้พบกับคนขายพระพุทธรูปบูชา ที่เขาบอกว่าแม่เขานั้นเป็นคนทรงสำหรับวิญญาณพญานาค (เทพเจ้าของชาวพุทธมาจากศาสนาฮินดู) ชาวพุทธหลายคนมีศาลพระภูมิหรือแท่นบูชาประจำครอบครัวที่จะเอาใจวิญญาณต่างๆ ตามพระคัมภีร์ไบเบิล, วิญญาณเหล่านั้น แท้จริงเป็นวิญญาณหลอกลวง อย่างที่เราเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถจำกัด เราจำเป็นต้องมีความช่วยเหลือมากกว่าที่แค่ “มาจากมนุษย์” มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้นที่สามารถปล่อยเราออกจากการผูกมัดต่อวิญญาณชั่ว เราต้องการพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ที่มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้และผู้ที่สามารถแสดงให้เราเห็นทางของความรอดและอิสระที่แท้จริง พระผู้ช่วยให้รอดนั้นเป็นพระเจ้าผู้สร้างเรา, และผู้ที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเรา ถ้าคุณเป็นชาวพุทธ, ผมมีคำถามสำหรับคุณ ผมหวังว่าคำถามเหล่านี้จะนำคุณให้พิจารณาถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อคุณ, และความจำเป็นของคุณที่จะคืนดีกับพระองค์ด้วย, ผ่านทางพระเยซูคริสต์เพื่อคุณจะได้มีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ในสวรรค์ คุณรู้จักเจ้าของสวรรค์ไหม? ในจักรวาลวิทยาของศาสนาพุทธ ได้ถูกพูดว่ามีถึง ๓๑ ภพแห่งการมีอยู่, ซึ่งรวมถึงสวรรค์ต่างๆ, นรกต่างๆ, โลก, อื่นๆ ใน ๓๑ ภพแห่งนี้, ไม่มีสักภพเดียวที่เป็น “นิพพาน”, เนื่องจากว่าทั้งหมดเหล่านี้ได้ถูกกล่าวว่าเอนเอียงไปตามความไม่ถาวรและการทนทุกข์ ชาวพุทธหลายคนที่ผมเคยได้คุยด้วย พวกเขาหวังที่จะได้ไปสวรรค์ เป้าหมายของเขาไม่ใช่นิพพาน, แต่เป็นสวรรค์ แน่นอนมีคนอื่นที่มีเป้าหมายเป็นนิพพาน, แต่มีเพียงแค่น้อยนิด การติดตามไปถึงสวรรค์หรือนิพพานเป็นรูปแบบที่ไม่มีความสัมพันธ์และไม่มีบุคลิกภาพในศาสนาพุทธ ตามพระคัมภีร์ไบเบิล, สวรรค์นั้นไม่ชั่วคราว, แต่นิรันดร์ (นรกก็นิรันดร์ด้วย) เมื่อคนหนึ่งได้ไปไม่ว่าสวรรค์หรือนรก, พวกเขาจะอยู่ที่นั่นตลอดกาล พระคัมภีร์ไบเบิลได้สอนว่าสวรรค์เป็นสถานที่ที่ไม่มีความทนทุกข์, ที่ผู้คนจะชื่นชมยินดีต่อหน้าพระพักตร์และความประเสริฐของพระเจ้าตลอดกาล เช่นนี้, สวรรค์นั้นเป็นสถานที่ที่เรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้อย่างเต็มที่ พระคัมภีร์ไบเบิลพูดว่า, “ดังที่มีเขียนไว้แล้วว่า `สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และไม่เคยได้เข้าไปในใจมนุษย์ คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์'” (๑ โครินธ์ ๒:๙) คุณรักพระเจ้าหรือเปล่า? ในการที่จะรักพระเจ้า, คุณต้องรู้จักพระองค์ก่อน, และก่อนนั้น คุณต้องรู้จักความรักของพระองค์ที่มีต่อคุณ ในศาสนาพุทธ, พระเจ้าผู้สร้างไม่ได้เป็นที่รู้จัก ถึงแม้ว่า หลายคนต้องการไปสวรรค์, แต่ความคิดนี้ ไม่ได้นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเจ้าของสวรรค์ แนวคิดของ “กรรม,” ทำให้ศีลธรรมเป็นระบบที่พระเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และความคิดนี้ทำให้สวรรค์เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย, มีอยู่โดยไม่มีใครดูแล เมื่อถามว่าถ้าคนหนึ่งจะได้ไปสวรรค์หรือไม่, หลายคนตอบว่าขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละคน พวกเขาไม่ได้พูดว่าขึ้นอยู่กับพระเจ้า อย่างไรก็ตาม, สถานที่ที่ยอดเยี่ยมอย่างสวรรค์ต้องมีเจ้าของ ที่นี่บนโลกเราเห็นหลายๆอย่างของหลักฐานที่พระเจ้าได้ทรงสร้างอย่างอัศจรรย์ และ, เราเห็นว่าแม้แต่บ้านที่ต่ำต้อยยังมีเจ้าของ ถ้าเราไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ, เราก็เข้าไม่ได้ ใน ศาสนาพุทธนิกายชิน, ที่ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบของศาสนาพุทธส่วนมาก, เจ้าของสวรรค์ได้ถูกพูดว่าเป็น พระอมิตาภพุทธะ (Amida Buddha) หลักฐานอ้างอิงของเขานั้นขาดสิทธิอำนาจอย่างมาก รูปเคารพของพระอมิตาภพุทธะอันแรกมาจากศตวรรษที่สองคริสตศักราช พระอมิตาภพุทธะไม่ใช่บุคคลทางประวัติศาสตร์และไม่มีการอ้างของศาสนามาด้วยหลักฐานใดๆเลย เชื่อในพระอมิตาภพุทธะคงจะเป็นแบบเดียวกับการวางความเชื่อคนหนึ่งไว้กับแบทแมน, หรือสไปเดอร์แมน ที่ทั้งพระอมิตาภพุทธะและสไปเดอร์แมนเป็นผลิตภัณฑ์จากจินตนาการต่างๆของมนุษย์ มีเพียงพระเจ้า, ผู้ที่เป็นผู้ทรงสร้างมนุษย์, มีพลังและสิทธิอำนาจที่จะเสนอสวรรค์สำหรับผู้ที่มาหาพระองค์บนทางของพระองค์ คำถามยังคงอยู่- “คุณรู้จักเจ้าของสวรรค์ไหม?” มันเป็นตรรกวิทยาที่จะพูดว่าสวรรค์นั้นมีเจ้าของ, ดั่งบ้านอาศัยที่มีอยู่ที่นี่บนโลกยังมีเจ้าของ สวรรค์เป็นสิ่งยอดเยี่ยมมากไปกว่านี้และสมบูรณ์แบบมากไปกว่านี้ต้องมีใคร ผู้ที่ดูแลความสมบูรณ์และความยอดเยี่ยมของสถานที่นี้ ถ้าบนโลกนี้มีสถานที่ที่ไม่มีเจ้าของ, มันก็คงปกติที่จะตามกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกและผุพัง, และสลายไป สวรรค์เป็นสถานที่สมบูรณ์แบบและนิรันดร์ ไม่มีความเสียใจและความผุพัง ถ้าจะรักษาคุณสมบัติของสวรรค์ต้องการคนหนึ่งผู้ที่ทรงมหิทธิฤทธิ์และผู้ที่ตัวเขาเองสมบูรณ์แบบ นี่หมายถึงผู้ที่จะเข้าสวรรค์ผู้นั้นต้องมาทางของพระองค์ด้วย พระองค์ได้มอบทางเหล่านี้แก่พระเยซูคริสต์, ผู้ที่ทรงเป็นอิมมานูเอล (พระเจ้าทรงอยู่กับเรา) ไม่มีจำนวนของการกระทำดีที่จะนำผู้คนไปสู่สวรรค์ เพียงแค่มาทางความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างที่จะรับประกันในการเข้าไปสู่สวรรค์ พระเยซู ตรัสว่า, “...เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว ๑๘, ๓) Childer กล่าวในพจนานุกรมภาษาบาลีของเขา, เสนอคำตอบที่ชัดเจนว่านิพพานคืออะไร เขากล่าวว่า,“แต่หลักความเชื่อที่เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่าการมีอยู่คือการทนทุกข์, ต้องจบลงโดยการกล่าวว่าการปลดปล่อยจากการมีอยู่คือความดีสูงสุด, และตามนั้นเราพบว่าการทำลายล้างนี้เป็นเป้าหมายของศาสนาพุทธ, เป็นรางวัลสูงสุดสำหรับผู้ที่ยึดมั่นในศีลอย่างสัตย์ซื่อ” (๒๖๕) คำว่า “การทำลายล้าง” อาจจะไม่เป็นคำที่ดีที่สุดในที่นี้, แต่สำหรับเหตุผลอย่างอื่นที่คนอาจจะคิด Walpola Rahula, ชี้ว่า,“นิพพานไม่ใช่การทำลายล้างของตัวเอง, เพราะว่าไม่มีตัวเองที่จะทำลายล้างได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น, มันคงเป็นการทำลายล้างของภาพลวงตา, ของแนวคิดที่ผิดเกี่ยวกับตัวเอง” (๓๗) Rahula ก็กล่าวในทำนองเดียวกันด้วยว่า นิพพานคือการดับสูญความมีอยู่: มีคำว่า “ปรินิพพาน” ที่ใช้อธิบายถึงการตายของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ผู้ได้ตระหนักถึงนิพพาน, แต่มันไม่ได้หมายถึง “การเข้าไปสู่นิพพาน” ปรินิพพานมีความหมายง่ายๆว่า ‘การผ่านไปอย่างเต็มที่’, ‘ถูกเป่าไปอย่างเต็มที่’ หรือ ‘ดับสูญอย่างเต็มที่’ เพราะว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ไม่มีการอยู่อีกหลังจากความตาย” (๔๑) เกี่ยวกับนิพพานในพระไตรปิฎก, Jones กล่าวว่า, “ตามที่ข้าพเจ้ารู้ว่า, ไม่มีสักคำเดียวใน สี่นิกาย ที่สนับสนุนแนวคิดนิพพานเป็นสภาวะแง่บวก, สภาวะเหนือกว่าและสภาวะความสุขอันล้นพ้น” (๑๕๒) ในเชิงอรรถของการอภิปรายนี้, Jones ให้เราเห็นว่านักวิชาการเถรวาทส่วนใหญ่ นับถือความเชื่อว่านิพพานหมายถึงความดับสูญ: “...ในเมื่อ Jayatilleke, 1963, pp. 475f, ได้นำเอามุมมองที่เหนือกว่าความสุขอันล้นพ้นของนิพพานมาใช้, ศิษย์เก่าของเขาชื่อ Kalupahana, 1976, pp. 87f, ตำหนิเขาต่อสิ่งนี้และยืนยันอีกครั้งถึงมุมมองของนิพพานเป็นการดับสูญนั้น (ในแวดวงของเถรวาท) เป็นมุมมองทั่วไปกว่า” (๒๐๒) A.L. Herman ในบทความของเขา “Two Dogmas of Buddhism”13 ชี้ถึงความยุ่งยากอื่นๆ เกี่ยวกับนิพพาน, “สภาวะสับสนของนิพพานที่ถือว่า ถ้านิพพานถูกมองในแง่ลบว่า เป็นการไม่มีของอารมณ์ที่รุนแรง และความปรารถนา และความรู้สึกเลย ดังนั้นนี่คือเท่ากับการตาย, และใครเล่าต้องการจะติดตามเป้าหมายที่นำไปสู่ความตาย? นิพพานคือการฆ่าตัวตายในการแปลครั้งแรกนี้ ในอีกด้านหนึ่ง, ถ้านิพพานถูกมองในแง่บวกว่าเป็นการมีอยู่ของสันติสุขและความเงียบสงบ ในที่ซึ่งทั้งหมดที่ข้าพเจ้าปรารถนาได้เติมเต็ม ถ้าอย่างนั้นความปรารถนาก็ไม่จบลงหรือถูกปล่อยไป และความตั้งใจทั้งหมดของนิพพานก็ขัดแย้งกัน: นิพพานก็ไม่สอดคล้องกันในการแปลครั้งที่สอง แต่, สภาวะสับสนของนิพพานดำเนินต่อไป, นิพพานต้องถูกมองทั้งในแง่ลบหรือในแง่บวก; ไม่มีทางเลือกที่สาม บทสรุปของสภาวะสับสนเช่นนี้ก็ถือว่านิพพานเป็นการทำให้หายไปโดยฆ่าตัวตาย หรือการดำเนินต่อไปโดยไม่สอดคล้องกัน” (๑๗๐) Herman สรุปด้วยข้อความที่มืดมนนี้: “ผลกระทบของการรักษาหลักคำสอนที่นับถืออย่างเคร่งครัดนี้ ที่พื้นฐานไม่แข็งแรง... อาจจะ(ได้ทำให้) ย้ายศาสนาพุทธออกไปจากความจริงและเหตุผลที่ได้จากประสบการณ์หรือการสังเกต และใกล้เคียงกว่าถึง ‘หลักปฏิบัติที่น่าสงสัย,’... หรือมุ่งไปสู่ ‘การไม่ใช้เหตุผลและความคิดที่ลึกลับ’ ในที่ความจริงถูกละทิ้งโดยสิ้นเชิง” (๑๗๔) ในเชิงอรรถของบทสรุปนี้, Herman อธิบายต่อไปอีกว่า “…‘หลักปฏิบัติที่น่าสงสัย’ และ ‘การไม่ใช้เหตุผลและความคิดที่ลึกลับ,’เป็นหนทางแน่นอนที่ตามมายึดถือโดยศาสนาพุทธทางใต้หรือพุทธนิกายเถรวาท, และในด้านหนึ่ง, และทางเหนือหรือพุทธนิกายมหายาน, ในอีกด้านหนึ่ง” (๑๗๔) แทนที่จะเป็นการออกไปจากการมีชีวิตอยู่, พระเยซูคริสต์ได้เสนอหนทางที่จะดับความกระหายในการที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายและอย่างนิรันดร์: พระเยซูตรัสตอบนางว่า “ผู้ใดที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก แต่ผู้ใดที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้นจะไม่กระหายอีกเลย แต่น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้นจะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิต นิรันดร์” (ยอห์น ๔:๑๓-๑๔) พระเยซูคริสต์เป็นเจ้าของสวรรค์ คุณรู้จักพระองค์หรือเปล่า? 2. อะไรคือความแตกต่างระหว่างกรรมและบาป? ระบบของกรรมเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจของผู้คนในระดับอันที่เป็นที่นิยม, ทำให้มันดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่สมควรได้รับ – ถ้าคุณทำดี, คุณจะได้รับสิ่งดี; ถ้าคุณทำชั่ว, คุณจะได้รับสิ่งชั่ว ผลกระทบที่อ้างว่ามาจากของกรรมที่ถูกเขียนไว้ด้วยในพระไตรปิฎก (Middle Length Sayings III, p. ๒๔๘-๒๕๓ [มัชฌิมนิกาย]) สาเหตุต่างๆ ของอายุสั้น, ผิวพรรณทราม, มีโภคะน้อย , และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จากการกระทำที่ได้อ้างมาจากการกระทำไม่ดี, คำพูดหรือความคิดที่ได้ทำไปในชาติก่อน นี่คือแนวทางที่กรรม อธิบายถึงความไม่เท่าเทียมกันในชีวิต- ตามที่มนุษย์สมควรได้รับ ในระบบนี้คนยากจนสมควรยากจน, คนรวยสมควรรวย, อื่นๆ รูปแบบความคิดแบบนี้ ดูเหมือนกับวางคนพิการในหมวดหมู่เดียวกับกับฆาตกรในคุก, และบุคคลที่มีทรัพย์สมบัติมากมายในหมวดหมู่วีรบุรุษ บทสรุปเหล่านี้ไม่มีเหตุผลอันสมควร ระบบของกรรมเป็นระบบที่นึกเอาว่าการกระทำดีสามารถลบล้างการกระทำชั่วได้, เหมือนกับบัญชีธนาคารแห่งคุณความดีซึ่งสามารถเพิ่มเข้าหรือเอาออกได้ ถ้าพูดตามพระคัมภีร์ของคริสเตียนแล้ว, ศีลธรรมไม่ใช่เหมือนกับบัญชีธนาคารที่สามารถทำให้ยกยอดถอนการกระทำไม่ดีออกจากการกระทำดี, ในทำนองเดียวกันแต่กลับกัน แน่เลยทีเดียว, ศีลธรรมเป็นความรักในของกระทำที่ขึ้นกับความสัมพันธ์ต่างๆของเรา, ตามมาตรฐานของพระเจ้า เด็กๆ มีหน้าที่ที่แน่นอนในการเคารพนับถือบิดามารดา, อย่างที่บิดามารดามีหน้าที่ที่จะดูแลเด็กของพวกเขา, และอื่นๆ ถ้าสามีไม่สัตย์ซื่อต่อภรรยา, แต่เขาให้ของขวัญที่ยอดเยี่ยมแก่ภรรยา, เขาจะแก้ปัญหาในการละเมิดของเขาราวกับว่ามันเป็นงานทางธุรกิจหรือ? ในความสัมพันธ์มีสิ่งหนึ่งคือการให้อภัย, แต่ว่าศีลธรรมไม่ใช่รูปแบบที่ไม่มีความสัมพันธ์และไม่มีบุคลิกภาพที่สามารถถูกปฏิบัติเสมือนบัญชีธนาคาร ในทำนองเดียวกัน, ถ้าคนหนึ่งยอมรับถึงการฆ่าคน, แต่ได้บอกผู้พิพากษาว่า ถึงแม้ว่าเขาได้ฆ่าคน, เขายังมอบเงินเก็บทั้งชีวิตของเขาให้แก่แม่ม่าย, ผู้พิพากษานั้นจะยกเลิกการลงโทษที่มีต่อเขาไหม? เขาได้ละเมิดต่อหน้าที่ของเขาในการที่จะรักเพื่อนบ้าน(คนที่เขาฆ่า) ความผิดในการฆ่าต้องถูกลงโทษ, ไม่ว่าคนนั้นจะเคยกระทำความดีไว้มากแค่ไหนก็ตาม ในทางตรงกันข้าม, ถ้าคนหนึ่งดำเนินชีวิตอย่างซื่อตรงและทำตามกฎหมายทั้งหมดของแผ่นดิน, รัฐบาลจะให้รางวัลสำหรับความประพฤติดีของเขาไหม? บุคคลนั้นแค่เติมเต็มหน้าที่ของเขาเฉยๆ, ในขณะที่รัฐบาลอาจจะรู้สึกขอบคุณเขา, แต่รัฐบาลเห็นอย่างง่ายๆว่าบุคคลนั้นสมควรประพฤติอย่างที่เขาสมควรจะประพฤติ พวกเขาไม่ได้แต้มพิเศษใดๆจากสิ่งนั้น จำนวนครั้งการละเมิดติดกับตัวเรา, แต่การประพฤติดีเป็นสิ่งที่พระเจ้าคาดหวังไว้อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าคนหนึ่งกระทำดีสักร้อยอย่าง, แต่ทำไม่ดีหนึ่งอย่าง, คนนั้นเติมเต็มหน้าที่ของเขาร้อยครั้ง, แต่มีการละเมิดหนึ่งครั้งในประวัติ เราจะคิดอย่างไรกับนายจ้างที่จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง ๑๐๐ ครั้ง, แต่หลังจากนั้นไม่จ่าย, เนื่องจากความดีงามที่เขาคิดว่าได้สะสมมาได้จ่ายไปแล้ว ๑๐๐ ครั้งที่ผ่านมา ระบบพระคัมภีร์เป็นระบบที่มีความสัมพันธ์และมีบุคลิกภาพอย่างแท้จริง ศีลธรรมในแง่บวกหรือในแง่ลบไม่สามารถแยกออกจากความสัมพันธ์ที่ถือว่าเป็นเพียงแค่ “แต้ม” ได้ มันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทั้งหมด บัญญัติของพระคัมภีร์ไบเบิลได้สรุปไว้ในสองคำบัญชา– คือ รักพระเจ้าและรักมนุษย์ การปฏิเสธศีลธรรมต่างๆ ก็คือการกบฏต่อบุคคลนั้น– คือพระเจ้าผู้สร้างชีวิตและผู้ที่ตั้งมาตรฐานตามลักษณะสมบูรณ์แบบของพระองค์เองสำหรับอะไรที่ถูกและอะไรที่ผิด-- การที่กบฎต่อพระเจ้าโดยการละเมิดมาตรฐานของพระองค์ในทางใดก็ตามเป็นสิ่งที่ไบเบิลหมายถึงโดยการใช้คำว่า “บาป” ความบาปไม่ได้ประกอบด้วยการทำสิ่งที่ไม่ดีเท่านั้น, แต่รวมถึงการละเว้นการทำความดีที่ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของเราที่ควรจะทำ การที่ปฎิเสธและเมินเฉยพระเจ้า เป็นการใช้ชีวิตโดยปราศจากมาตรฐานที่มีสิทธิอำนาจ มันคือความบาปที่ขจัดความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า ไม่ให้เกียรติและคำสรรเสริญที่ซึ่งพระองค์ควรจะได้รับ พระเจ้าต้องการเราที่จะคืนดีกับพระองค์ พระองค์ต้องการพวกเราที่จะยอมรับและสารภาพบาปของเราเองและขอพระองค์ที่จะทรงชำระเรา เราจะคืนดีกับพระเจ้าได้อย่างไร? พระบัญญัติมาก่อนและเช่นนี้ตระหนักให้เรารู้ถึงขอบเขตการละเมิดของเรา เมื่อตะหนักถึงพระบัญญัติ, ก็นำมาถึงความเข้าใจในความรักของพระคริสต์, ผู้ซึ่งไร้ความผิดที่ได้ตายบนไม้กางเขนเพื่อบาปของเรา ด้วยการตระหนักนั้นมาถึงการยอมจำนนต่อองค์พระเยซูคริสต์ “เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติจึงเป็นครูของเราซึ่งนำเรามาถึงพระคริสต์ เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ” (กาลาเทีย ๓:๒๔) จากสิ่งต่างๆที่เคยเป็น “หน้าที่” กลับกลายมาเป็นสิ่งต่างๆ ที่เราทำด้วยความยินดี: “เราไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าทาสอีก เพราะทาสไม่ทราบว่านายของเขาทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว” (ยอห์น ๑๕:๑๕) ในอีกด้านหนึ่ง, ที่จะรับเอาศีลธรรม, แต่ปฏิเสธพระเจ้า ก็เป็นเหมือนการปฏิเสธที่จะขึ้นเรือที่จะข้ามมหาสมุทรและพยายามที่จะว่ายน้ำในระยะทางอันแสนจะสุดไกลโพ้น พระคัมภีร์ไบเบิลอธิบายถึงบุคคลเช่นนั้นว่าเป็นคนที่ถูกสาปแช่ง, เพราะว่าพวกเขาพึ่งพาความสามารถต่างๆของพวกเขาเองและไม่ได้พึ่งพาพระเจ้า: “เพราะว่าคนทั้งหลายซึ่งพึ่งการประพฤติตามพระราชบัญญัติก็ถูกสาปแช่ง เพราะมีคำเขียนไว้ว่า ‘ทุกคนที่มิได้ประพฤติตามทุกข้อความที่เขียนไว้ในหนังสือพระราชบัญญัติก็ถูกสาปแช่ง’” (กาลาเทีย ๓:๑๐) เมื่อความเชื่อของเราอยู่ที่พระคริสต์ การละเมิดต่างๆที่ติดตัวเราก็ถูกตรึงที่กางเขนแล้ว ในโลกเรานี้มีบุคคลที่มีรูปแบบที่มีความสัมพันธ์ได้อยู่, แต่ในพระไตรปิฏกไม่ได้รับรองว่าจักรวาลนี้ได้เริ่มต้นด้วยผู้หนึ่งที่มีรูปร่างที่มีความสัมพันธ์ได้ สิ่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ได้จะสามารถมาจากสิ่งหนึ่งที่ไม่มีความสัมพันธ์ ได้หรือ? มองดูก้อนหินเป็นตัวอย่าง ก้อนหินเป็นสิ่งที่ไม่มีความสัมพันธ์ จะสามารถมีบุคคลที่มีบุคลิกภาพและความสัมพันธ์ได้ มาจากก้อนหินที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ได้อย่างไร? มากไปกว่านี้, ศีลธรรมเป็นลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ต่างๆ (หินไม่มีศีลธรรม), และนอกจากนั้น กรรมได้ถูกเรียกว่าเป็นพลังอำนาจที่ไม่ได้เป็นบุคคลและไม่มีความรู้สึกนึกคิด John Jones ได้สรุปรวมสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ :“ศีลธรรมของผลที่ตามมาของกรรมนั้นดูราวกับเป็นปัญหาลักษณะของสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนของกระบวนการกรรม เพราะว่า, ถ้านี่เป็นกระบวนการเกี่ยวกับศีลธรรม, ประเภทเดียวของศีลธรรมที่ซึ่งเรามีหลักฐานจากการทดลองหรือสังเกตเป็นศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ โดยเหตุฉะนั้น มีการขัดแย้งกันระหว่างลักษณะที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ของกรรม และลักษณะศีลธรรมของกรรม” (Jones, ๓๗) ที่สุดของที่สุด ทุกๆบาปที่ได้กระทำนั้น เราได้ทำต่อพระเจ้า (สดุดี ๕๑:๔), เพราะว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของทุกชีวิตทุกคนในโลก โดยเหตุนั้น เมื่อผู้คนทำบาปต่อคนหนึ่ง พวกเขาได้ทำบาปต่อคนของพระเจ้า ดั่งที่บิดาอาจขุ่นเคืองใจถ้าเด็กๆของเขาได้มีผู้คนกระทำบาปต่อเด็กๆของเขา, เช่นนั้น เมื่อเราทำบาปต่อผู้อื่นเราได้ทำบาปต่อพระเจ้า และ, เพราะว่าทุกๆ ความบาปที่ได้กระทำนั้น เราได้กระทำต่อพระเจ้า, เพราะฉะนั้นมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะมีสิทธิที่จะให้อภัยบาปของเรา เพราะว่าพระเจ้าดีพร้อมสมบูรณ์แบบ, มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่มีสิทธิที่จะบอกเราว่าอะไรถูกอะไรผิด เราสามารถพูดได้ว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของชีวิตมนุษย์, ศีลธรรม, และการให้อภัย อย่างที่เราไม่สามารถเข้าไปในบ้านโดยที่ไม่รู้จักเจ้าของบ้าน, เราไม่สามารถเข้าใจผู้คน, ศีลธรรม, หรือการให้อภัย อย่างถูกต้อง ถ้าปราศจากพระเจ้า ถ้าอนัตตาเป็นจริง (ไม่มีตัวตน) ใครเป็นผู้ตัดสินว่าถูกหรือผิด? Walpola Rahula, ใน “What the Buddha Taught” ได้เขียนว่า, “...พระพุทธเจ้าปฏิเสธโดยสิ้นเชิง, ในคำศัพท์ที่แน่นอนมั่นคง, ในมากกว่าหนึ่งสถานที่, ในการคงอยู่ของ อาตมัน, จิตวิญญาณ, ตนเอง, หรืออีโก้ภายในคนหรือภายนอก, หรือทุกหนทุกแห่งในจักรวาลนี้” (Rahula, ๕๖-๕๗) ทั้งๆที่คำสอนเกี่ยวกับอนัตตา (ไม่มีตนเอง), ตนเองยังถูกตั้งไว้เป็น “ที่ลี้ภัย” ศาสนาพุทธพูดว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ในปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๐, ที่ซึ่งเขายังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งซีลอน, S.W.R.D. Bandaranaike, ได้ประกาศต่อหน้าองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ว่าคนเป็นอิสระที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องที่ว่าอะไรถูกและผิด, โดยไม่ได้อ้างถึงพระประสงค์ของพระเจ้า... “พระพุทธเจ้าเทศน์ในเรื่องความอิสระถึงที่สุดของคนเมื่อความคิดของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้อำนาจของพระประสงค์ของพระเจ้า, และคนเป็นอิสระที่จะติดใจด้วยตัวเขาเองว่าอะไรถูกและอะไรผิด...” (Swearer, ๑๑๗) ด้วยหลักปรัชญาแบบนี้, เขาคงไม่แปลกใจเลยที่หลังจากสามปีที่เขาได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี, คนหนึ่งได้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าอะไรถูกโดยการยิงและทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสถึงตาย (เขาถูกเลือกตั้งในปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๖ และถูกลอบสังหารในปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๙) คนหนึ่งนั้นไม่ใช่ทมิฬฮินดู, ผู้ซึ่งรัฐบาลของเขาได้ทำให้ไม่มีความสำคัญ, แต่เป็นชาวพุทธด้วยกัน, ผู้ที่ซึ่งเป็นพระ เขาได้แค่ตามคำแนะนำของ Bandaranaike เท่านั้นและตัดสินใจด้วยตัวเอง ศาสนาพุทธโดยปกติไม่สนับสนุนความรุนแรงหรือการผิดศีลธรรม, แต่มันได้สร้างช่องว่างในผู้คน, ที่สิ่งยึดเหนี่ยวได้ถูกถอดออก, และ “ตัวเอง” ได้กลายเป็นศูนย์กลาง การประชุมใหญ่ครั้งแรกของพุทธเถรสมาคมโลก ในปีคริสต์ศักราช ๑๙๘๑ ได้มีคำแถลง “ไม่ว่าเถรวาทหรือมหายาน, เราไม่เชื่อว่าโลกนี้ถูกสร้างและปกครองโดยพระเจ้าตามพระประสงค์ของพระองค์” ในปีคริสต์ศักราช ๑๙๘๑, ถ้อยแถลงได้พูดด้วยว่า: “...ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้, ยั่งยืนถาวร และ ชั่วกัลปาวสานในจักรวาลนี้” ( http://en.wikipedia.org/ wiki/Basic_Points_Unifying_the_Therav %C4%81da_and_the_Mah%C4%81y%C4%81na | & | http://th.wikipedia.org/wiki/หลักพื้นฐานที่เถรวาทและมหายานมีร่วมกัน) ในการที่พูดว่าไม่มีพระเจ้าและที่ว่า, “...ไม่มีอะไรเที่ยงแท้, ยั่งยืนถาวร และ ชั่วกัลปาวสานในจักรวาลนี้,” มันถูกวางทิ้งบนรากฐานที่อ่อนแอมาก ที่ซึ่งสร้างระบบต่างๆของศีลธรรม ในท่ามกลางของระบบชาวพุทธที่ไม่ได้เป็นบุคคลและไม่มีความรู้สึกนึกคิด ผู้คนยังคงกระหายในการติดต่อกับสิ่งที่เป็นบุคคลและมีความรู้สึกนึกคิดด้วยโลกเกี่ยวกับวิญญาณ น่าเสียดายยิ่งนัก, นี่นำไปสู่การบูชารูปเคารพหลายครั้ง แต่การบูชารูปเคารพขัดแย้งกับเป้าหมายโดยผ่านการสนับสนุนในส่วนของสิ่งที่ไม่ใช่รูปแบบของบุคคลและไม่มีความรู้สึกนึกคิดด้วยการแลกเปลี่ยนกับสิ่งสำคัญ การบูชารูปเคารพเปรียบเหมือนการเป็นหญิงโสเภณีในพระคัมภีร์ไบเบิล การหากินเป็นหญิงโสเภณีเป็นเหมือนกับการเอาบางสิ่งที่เป็นแบบส่วนตัวมาก เปลี่ยนไปสู่การซื้อขายทางธุรกิจของสองบุคคลที่ใช้ซึ่งกันและกันเหมือนเป็นสิ่งของ การบูชารูปเคารพได้สนับสนุนการใช้บางสิ่งหรือคนหนึ่งมากกว่าที่จะมีความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ด้านความรัก “ประชาชนของเราไปขอความเห็นจากสิ่งที่ทำด้วยไม้ และไม้ติ้วก็แจ้งแก่เขาอย่างเปิดเผย เพราะจิตใจที่ชอบเล่นชู้นำให้เขาหลงไป และเขาทั้งหลายได้ละทิ้งพระเจ้าของเขาเสียเพื่อไปเล่นชู้ เขาถวายสัตวบูชาอยู่ที่ยอดภูเขาและทำสักการบูชาเผาอยู่ที่เนินเขา ใต้ต้นโอ๊ก ต้นไค้และต้นเอ็ลม์ เพราะว่าร่มไม้เหล่านี้เย็นดี เพราะฉะนั้นธิดาทั้งหลายของเจ้าจึงจะเล่นชู้และเจ้าสาวทั้งหลายจึงจะล่วงประเวณี” (โฮเชยา ๔:๑๒-๑๓) เราไม่สามารถตัดสินด้วยตัวเราเองที่ว่าอะไรถูกหรือผิดดั่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีของซีลอนได้ประกาศ บางครั้ง กฎหมายของแผ่นดินพวกเขานั้นผิดศีลธรรม, อย่างเช่นกฎหมายบางข้อในเยอรมันช่วงระบบปกครองของฮิตเลอร์ ในกรณีนี้กฎหมายของประเทศแสดงเหมือนกับตำรวจที่ทรยศ, โดยเรียกร้องในเรื่องผิดศีลธรรมหรือห้ามสิ่งที่ถูกศีลธรรม ศาสนาพุทธตัวมันเองก็คล้ายกับตำรวจที่ทรยศ, เพราะว่ามันเป็นการตั้งกฎขึ้นมาเองโดยไม่มีสิทธิอำนาจที่จะทำ ระบบต่างๆที่มองข้ามพระเจ้า, ในท้ายที่สุดแล้ว ศีลธรรมก็จำต้องถูกวางไว้บนความเห็นของมนุษย์เพียงอย่างเดียว นี่เป็นสภาพของศาสนาพุทธ อาจารย์หลายคนอาจจะสนับสนุนอุดมคติใจบุญมีใจเมตตาอย่างสูงส่ง, แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นที่ไม่มีสิทธิอำนาจที่จะสนับสนุนมัน เพราะว่าการขาดสิทธิอำนาจนี้ อาจารย์บางคนไม่ได้เน้นความสำคัญแก่ศีลธรรม, ถึงจะพูดถึงศีลธรรมอย่างน้อยก็ไม่ใช่ศีลธรรมที่มีสิทธิอำนาจแบบเด็ดขาด: “...[Shunryu] Suzuki-roshi ปฏิเสธที่จะสร้างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับศีลธรรมแก่นักศึกษาของเขา, ชี้แจงเหตุผลที่ว่าหลักศีลธรรมขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละวัฒนธรรม กฎเกณฑ์แบบนี้, เขากล่าว, ควรจะถูกพัฒนาทีละเล็กทีละน้อยผ่านช่วงเวลาแห่งการทดลองและข้อผิดพลาด...” (Robinson, ๓๐๔) เหมือนกับอาจารย์ในพุทธศาสนานิกายเซ็นได้กระทำไป, อาจารย์ชาวพุทธธิเบตก็ลดความสำคัญของศีลธรรมด้วย: Trungpa ได้มองรูปแบบของศีลธรรมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ระเบียบแบบแผนที่ยุ่งยากของตัวเอง’ ที่การทำสมาธิมีเจตนาไปสู่การล้มล้างระเบียบนั้น... การเขียนของ Trungpa... เป็นที่นิยมอย่างมากเลยทีเดียว, และการปฏิเสธรูปแบบศีลธรรมอย่างตรงไปตรงมาของเขาขึ้นชื่อโด่งดัง” (Robinson, ๓๐๔-๓๐๕) ในกรณีทั้งสองด้านบนนี้, ผลลัพธ์นั้นทำนายได้: “Suzuki-roshi ตายในปี ๑๙๗๑ และ Chogyam Trunga ในปี ๑๙๘๗ ทายาทของพวกเขาได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดธรรมะชาวอเมริกันไม่นานก่อนพวกเขาเสียชีวิต; ทายาททั้งคู่ของทั้งสองได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องอื้อฉาวทางเพศอย่างรวดเร็วและในที่สุดถูกถอดทอนออกจากการแต่งตั้งในองค์กรของเขา ต่อมาเรื่องอื้อฉาวทำนองเดียวกันใน นิกายเซ็น, นิกายซอน, และศูนย์ทิเบต, รวมทั้งชาวเอเชียด้วย เช่นเดียวกับ อาจารย์ชาวอเมริกัน, ให้เห็นโดยชัดเจนว่า สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่เดียว แต่ปรากฏบ่อยครั้งจนเป็นรูปแบบหนึ่งของเรื่องปกติ...” (Robinson, ๓๐๖) ที่เขาได้สอนว่าไม่มีตัวตน (ไม่มีคนยืนยงถาวรที่จะรับรางวัลหรือลงโทษในการกระทำของเขา), แต่เขาสอนว่ามีการเกิดใหม่,ศากยมุนีพุทธเจ้า(พระพุทธเจ้า) มีความเชื่อใจว่าจักรวาลนั้นไม่ใช่ไร้ศีลธรรม เกี่ยวกับความเชื่อใจของพระพุทธเจ้าที่ว่าจักรวาลนี้มีศีลธรรม, Jones ได้สรุปว่า: “เขาไม่สามารถที่จะอ้างว่าการเชื่อใจนี้มีพื้นฐานดีในส่วนการสอนของเขาที่ตามเหตุผลและการวิเคราะห์ ; จริงๆ, ผมนึกว่ามันไม่แรงเกินไปที่จะพูดว่ามีการขัดแย้งกันแบบ ไม่มีความหวังที่จะเป็นไปได้ที่จะเชื่อมกันระหว่างทั้งสองนี้” (Jones, ๓๖) นักปรัชญาคริสเตียน Francis Schaeffer เขียนว่า “ถ้าคุณเริ่มด้วยสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์, แม้ว่าคุณจะใช้คำพูดอย่างไรก็ได้เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์, แต่มันไม่มีความหมายสำหรับศีลธรรม” (๓๗), Schaeffer เขียนไว้ด้วยว่า: “เราควรจะเข้าใจในจุดนี้ว่าเพลโตนั้นถูกต้องอย่างที่สุด เขาถือว่า คุณไม่มีศีลธรรม นอกจากคุณมีจุดที่แน่นอนนี่เป็นคำตอบที่สมบูรณ์ของสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเพลโต, เขาใช้เวลาของเขาในการหาสถานที่ที่เป็นรากฐานจุดที่แน่นอนของเขา, แต่เขาไม่สามารถที่จะทำได้เพราะเทพต่างๆของเขานั้นไม่เพียงพอ แต่นี้คือพระเจ้าผู้มีลักษณะแบบบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พระเจ้าผู้ซึ่งมีลักษณะที่ซึ่งสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงได้แยกออกไปและที่ซึ่งลักษณะของพระองค์เป็นศีลธรรมที่แน่นอนของจักรวาล” (๔๒) สถานการณ์ของเพลโตคล้ายคลึงกับของพระพุทธเจ้า ที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ปฏิเสธพระเจ้าที่แน่นอนและมีลักษณะบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ได้ และด้วยเหตุนี้ไม่สามารถพิสูจน์ความถูกต้องความเชื่อใจของเขากับสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม กรรมที่ไม่ใช่ในรูปแบบบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ ไม่สามารถอธิบายถึงศีลธรรมที่ใช้สำหรับบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ได้ โลกที่เราอยู่นั้นมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยลักษณะที่ใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสมในตัวของมันเองในทางที่ไม่สามารถมาได้โดยการสุ่ม, และสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ตั้งแต่แรกเริ่ม ต้นไม้และพืชคายออกซิเจนและรับคาร์บอนไดออกไซด์ คนและสัตว์ทำตรงกันข้าม กระเพาะของเราสามารถที่จะย่อยและใช้เป็นอาหารตามที่เราหาได้รอบๆตัวเรา เรามีดวงตา, และสามารถใช้ตอบรับแสงตามส่วนจำเป็นที่ต้องใช้ สัญชาตญาณการอพยพย้ายถิ่นของนกตรงกับสภาพของภูมิประเทศของโลกเราที่ได้วางแบบไว้ เราก็มีประสาทสัมผัสของศีลธรรมที่ซึ่งติดมากับลักษณะของมนุษย์เรา, ที่ซึ่งวิวัฒนาการหรือจากการเริ่มจากสิ่งที่ไม่ใช่ลักษณะบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ ไม่สามารถอธิบายได้ ศีลธรรมของมนุษย์นั้นแตกต่างจากสิ่งที่เราเห็นในโลกของสัตว์ สัตว์ไม่จำเป็นต้องมีตำรวจ, ศาลพิพากษาหรือเรือนจำ มันจะเป็นเรื่องน่าหัวเราะที่จะยัดเยียดศีลธรรมให้แก่สัตว์ มันก็คงน่าหัวเราะเหมือนกันที่จะปล่อยศีลธรรมไปสำหรับมนุษย์หรือสร้างศีลธรรมเอง พวกเราถูกสร้างมาให้เป็นคนที่มีศีลธรรม มีเพียงแค่พระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและปัญญาอย่างแท้จริง ที่จำเป็นบอกเราว่าอะไรถูกอะไรผิด ในการอ่านบทความอันหลายหลากจากวารสารทางพระพุทธศาสนา, เว็บไซด์และหนังสือ, มีทฤษฏีหลากหลายของศีลธรรมที่ซึ่งถูกเสนอสำหรับศาสนาพุทธ ชาวพุทธสามารถเสนอระบบอันหลากหลายเพื่อทำให้เป็นคนดี, แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่คำจำกัดความของคำว่าดีในระบบนั้นเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นของมนุษย์ ศีลธรรมในบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ไม่สามารถมาจากพลังงานที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ ชาวพุทธ, ผู้ซึ่งคือบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ ได้แต่งศีลธรรมขึ้นมาเองศีลธรรมที่แต่งขึ้นมาเองนั้นไม่ได้ถือสิทธิอำนาจที่เหนือที่สุดเลยและมันไม่ได้อธิบายถึงผู้ทรงสร้างของเราผู้ที่ซึ่งมีสิทธิอำนาจในการสอนพวกเราว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี 4. คุณรู้ไหมอะไรที่พระพุทธเจ้าสอนเกี่ยวกับผู้หญิง? ตามพระไตรปิฎก, มีการกล่าวว่าคนหนึ่งสามารถเกิดมาเป็นผู้หญิงในชีวิตหนึ่งและเป็นผู้ชายในอีกชีวิตหนึ่ง แต่, ไม่มีสักเรื่องราวในชีวิตต่างๆมากกว่า ๕๐๐ ชีวิตของพระพุทธเจ้า หรือไม่มีที่ใดในพระไตรปิฎก, ที่ศักยามุนีปรากฏเป็นผู้หญิง Jones เขียนว่า, “มันเป็นข้อมูลที่น่าประหลาดใจที่เดียวที่สุด, โดยแม้ว่าความหลากหลายอย่างมากของรูปแบบต่างๆซึ่งพระโพธิสัตว์ได้กลายเป็น, เขาไม่เคยปรากฏแม้แต่ครั้งเดียวเป็นผู้หญิงหรือแม้กระทั่งสัตว์เพศเมีย แม้กระทั่งเขาปรากฏเป็นวิญญาณต้นไม้หรือเทพยดา, ก็ยังเป็นเพศชายตลอด” (๒๐) เพื่อนสนิทของเขา ชื่อพระอานนท์, ผู้ซึ่งปรากฏในชีวิตของเขาหลายครั้ง, ก็ปรากฏเป็นผู้หญิงเพียงครั้งเดียว (Jones, ๑๑๓) ยิ่งไปกว่านั้น, Jones เทียบเคียงที่จะได้เห็นความตรงข้ามอย่างชัดเจนระหว่างหลักคำสอนของนิทานชาดกที่ว่าด้วยชีวิตต่างๆของพระพุทธเจ้ากับพระไตรปิฎกโดยทั่วไปว่า: “แต่ทว่า, อิทธิพลเสื่อมเสียของผู้หญิงชั่วร้ายเป็นปกติในนิทานชาดก, ผู้หญิงดีงามก็เหมือนเป็นข้อยกเว้นที่มีเพียงเล็กน้อยซึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อบังคับหลักที่เต็มไปด้วยอิทธิพลเสื่อมเสียของผู้หญิงชั่วร้าย, ความเป็นไปได้ของเพื่อนในการที่จะกลายมาเป็นอิทธิพลที่เสื่อมเสียเป็นสิ่งห่างไกลที่ไม่ค่อยจะเอ่ยถึง ท่าทีของพระไตรปิฎกแตกต่างจากนิทานชาดก นี่นั่น, ไม่มีข้อสงสัยว่า, เรื่องเพศและชีวิตสมรสเป็นสิ่งเลวร้าย, ความรักและมิตรภาพเป็นสิ่งเลวร้ายด้วย, เนื่องด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้คนหนึ่งเกี่ยวข้องในการผูกมัดและอารมณ์ที่เจ็บปวดส่วนตัว (หรือความเป็นไปได้ที่จะเจ็บปวด) ความรักเดียวซึ่งพระไตรปิฎกสามารถอวยพรได้ก็คือ ความรักเงียบสงบที่ไม่ผูกติดและทั่วไป; นั่นคือ “ความคิดแบบมิตรที่ไร้ขอบเขตสำหรับทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิต” (๑๑๕) กล่าวถึงหนึ่งในผู้หญิงที่ดีงามเหล่านั้น, Jones เขียนว่า “สิ่งที่หายากในนิทานชาดก, ผู้หญิงดีงาม, เป็นหนี้คุณงามความดีของเธอต่อผลบุญที่ได้รับมาในชาติก่อน- ที่เป็นผู้ชาย” (๔๓) ในพระไตรปิฎก, การพูดถึงผู้หญิงไม่ได้ดีกว่านิทานชาดกเลย: “...อย่างไรก็ตาม, ผู้หญิงไม่เคยเหนื่อยในกิจกรรมทางเพศและมีลูก(GS I 72) และพวกเขาไม่เคยนั่งในศาลหรือทำธุรกิจเพราะว่า ‘พวกเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้, มีความอิจฉา, มีความโลภ และอ่อนในสติปัญญา’ (GS II 92f) ” (Jone, ๗๘) เกี่ยวกับการสถาปนาระบบระเบียบสำหรับแม่ชี, Jones เขียนว่า “เมื่อพระอานนท์เกลี้ยกล่อมโคตมพุทธเจ้า(พระพุทธเจ้า)สำเร็จ ที่จะอนุญาตให้แยกคณะสำหรับผู้หญิง, เขาถูกรายงานว่าเขาเศร้าโศกเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ เขากล่าวว่า, มันจะแบ่งครึ่งระยะเวลาสำหรับพระธรรม16(คำสอนศาสนาพุทธ) ที่จะได้รับการสงวนไว้ในรูปแบบที่บริสุทธิ์” (Jones, 77; GS IV 184f) ในพระวินัยปิฎก คำทำนายคล้ายๆกันนี้ได้ถูกกล่าวโดยศักยามุนี, เมื่อเขากล่าวแก่พระอานนท์: “พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น” (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=07&A=6253&Z=6271 โดยเหตุที่ ผู้หญิง “ออกเรือนบวช” และห้าร้อยปีได้ผ่านมาแล้ว, คำถามก็เกิดขึ้น, ข้อความของพระไตรปิฎกข้างบนที่กล่าวมาเป็นเท็จ, หรือมันเป็นจริงที่ว่า “พระธรรมที่แท้จริง” จะยืนยาวเพียงห้าร้อยปีเท่านั้นหรือ? ถ้าเรากล่าวว่ามันเท็จ, นั่นก็แสดงว่ามีความเท็จในพระไตรปิฎก ถ้าเราจะกล่าวว่ามันเป็นจริง, มันก็ยังเท็จอยู่ดี, เนื่องจากห้าร้อยปีได้ผ่านไปแล้ว, และด้วยเหตุนี้ “พระธรรมที่แท้จริง” คงผ่านพ้นไปแล้ว ในข้อความเดียวกัน, พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบอิทธิพลของผู้หญิงกับเชื้อราชนิดหนึ่ง: “...พระอานนท์, เมื่อโรคภัยอย่างที่รู้จักกันคือเชื้อราโจมตี ทำลายนาข้าวทั้งหมด นาข้าวนั้นจะไม่อยู่นาน, เหมือนกับว่า, พระอานนท์, ในพระธรรมและวินัยอะไรก็ได้ ที่ผู้หญิงได้ออกเรือนบวช... พรหมจรรย์นั้นจักไม่ตั้งอยู่ได้นาน (๓๕๖) ในข้อความข้างบนนี้ด้วย (Book of Discipline V), ครุธรรม ๘ ประการ สำหรับอนุญาตให้ผู้หญิงมีส่วนร่วม, ได้ถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจน ท่ามกลางครุธรรมนี้, มีสองข้อ, ซึ่งได้เน้นถึงบทบาทที่เป็นรองของผู้หญิงต่อผู้ชายในพุทธศาสนา: “๑. ภิกษุณีอุปสมบทแล้ว ๑๐๐ ปี ต้องกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุที่อุปสมบทในวันนั้น” ; “๗. ภิกษุณีไม่พึงด่า บริภาษภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง” (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=7&A=6195&Z=6252&pagebreak=0) แทนที่ของการกบฎต่อความคิดทางพุทธศาสนา, ผู้หญิงหลายคนในสังคมพุทธศาสนายอมรับถึงสถานะอันต่ำกว่าว่าเป็นดั่งบางสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกรรมที่นึกเอาว่าจากชาติก่อน Cleo Odzer, ในหนังสือ “Buddism and Abortion,” เขียนว่า, “โดยพื้นฐานแล้ว, ผู้หญิงในประเทศไทยมีคุณค่าด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชาย, เป็นสถานการณ์ที่ถูกสนับสนุนโดยพุทธศาสนา...” (๓๓), และในการสำรวจผู้หญิงบริเวณสลัมกรุงเทพ, ก็ค้นพบว่า “ส่วนใหญ่, พวกผู้หญิงยอมรับถึงโชคชะตาของพวกเธอในความเชื่อชาวพุทธว่าพวกเธอ‘เกิดมาเป็นผู้หญิงก็เพราะว่ามีกรรมที่ไม่ดีหรือขาดคุณงามความดีที่ดีพอ’” (๓๕) ในพระคัมภีร์ไบเบิล ผู้หญิงไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “เชื้อรา”, ที่ขาดความสามารถในการทำธุรกิจ, หรือสถานะภาพด้อยกว่าผู้ชายหนุ่มๆ, เป็นสาเหตุแห่งการที่ผู้ชายเป็นมลทิน, และสมควรได้รับความทุกข์ยากอย่างที่พวกเขาจะเผชิญ ผู้หญิงและผู้ชายต่างมีบทบาทและความรับผิดชอบที่ต่างกันในพระคัมภีร์ไบเบิล, แต่ว่ามรดกสำหรับผู้เชื่อในระบบการจัดการของพระเจ้าคือเท่าเทียมกัน: “เพราะเหตุว่า ทุกคนในพวกท่านที่รับบัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์แล้ว ก็ได้สวมชีวิตพระคริสต์ จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไทย จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระเยซูคริสต์ และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์แล้ว ท่านก็เป็นเชื้อสายของอับราฮัม คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา” (กาลาเทีย ๓:๒๗-๒๙) ในพระธรรมสุภาษิต บทที่ ๓๑, ซึ่งเขียนโดยพระมารดาของกษัตริย์เลมูเอลว่า สตรีที่ประเสริฐก็ได้รับการยกย่องสำหรับความฉลาดในการทำธุรกิจ, ถูกสวมใส่ด้วยกำลังและเกียรติ, มีถ้อยคำแห่งสติปัญญาที่ริมฝีปาก, และได้รับความไว้วางใจจากสามีของเธอ 5. คุณรู้ไหมว่าชีวิตของคุณนั้น มีค่าอย่างมาก? ถ้าศักยามุนีได้ผ่านชีวิตมาแล้วเกือบนับไม่ถ้วนก่อนมาถึงชาติสุดท้าย, ทำไมศักยามุนีจึงตกใจกลัวในด้านของความตาย, ความยากจน, และอายุแก่เฒ่า, เมื่อท้ายที่สุดแล้วเขาได้ออกไปจากพระราชวังที่จะเห็นสิ่งนั้นด้วยตัวเขาเอง? ถ้าเราอ้างนิทานชาดกเป็นจริงตามประวัติศาสตร์, เขาคงคุ้นเคยเลยทีเดียวกับทั้งปวงของความยากลำบากของชีวิตจริงเหล่านี้- ตามที่นิทานชาดกได้กล่าวไว้, บางครั้งเขาเป็นผู้ร่วมกระทำในด้านโหดร้ายของชีวิต “…ภายในกลุ่มนี้มีหนึ่งซึ่งพรรณนาถึงโพธิสัตว์10 ตัวเขาเองเป็นอยู่, ในทางหนึ่งหรือทางอื่น, พัวพันในการฆ่าหรือทำให้บาดเจ็บ ชาดกที่เกี่ยวข้องคือ JSS 93, 128, 129, 152, 178, 233, 238, 246, 315, 319, 384” (โจนส์, ๖๑) ท่ามกลางเรื่องราวชาดก ๕๔๗ ชาติ, เขาได้เคยเป็นนักปล้นสองครั้ง, นักพนันหนึ่งครั้ง, และงูยักษ์สองครั้ง (โจนส์, ๑๘-๑๙) เขาคงจะคุ้นเคยด้วยกับการทนทุกข์ตามชาดกที่ ๕๓๘,ในสภาพที่เขาต้องใช้เวลาถึง ๘๐,๐๐๐ ปี ใน อุสสทนรก11 (โจนส์, ๔๓) ดังนั้น ทำไมศักยามุนีจึงประหลาดใจมากด้วยความเป็นจริงแห่งความตายหรือความทุกข์, ราวกับว่าเขาไม่เคยประสบหรือเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อน? คำตอบโดยทั่วไปสำหรับคำถามนี้ก็คือชาติก่อนต่างๆ นั้นจะต้องได้รับการจดจำในสภาพของการทำสมาธิ, เมื่อจิตใจเป็นอิสระจากภาวะจิตที่ว้าวุ่น, และมีความสามารถมากยิ่งขึ้นในการที่จะเอื้อมไปถึงระดับที่ลึกของความทรงจำนี้ แต่ว่าจิตใจจะมีการสะสมข้อมูลเช่นนั้นได้อย่างไรเมื่อจิตใจและทุกสิ่งของที่คนพูดกันว่าประกอบเข้าด้วยกัน (๕ ขันธ์) ว่าไม่สามารถรอดจากความตายได้? โดยแท้จริง, เรื่องราวอันนิยมของสละทางโลกของพระพุทธเจ้าไม่พบในพระไตรปิฎก ในพระไตรปิฎก, พระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นทารก ได้ถูกกล่าวว่า ได้เดินอย่างตั้งตัวตรงและประกาศว่านั่นคือการเกิดครั้งสุดท้ายของเรา: “เราเป็นผู้เลิศในโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลกเราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกการเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย” (ทีฆนิกาย, ฉบับภาษาอังกฤษ DII, หน้า ๑๒] เด็กทารกจะพูดอย่างเป็นผู้ใหญ่ด้วยถ้อยคำสูงส่งเหล่านั้นได้อย่างไร ถ้าไม่มีวิญญาณถาวร? ตามคำสอนที่ไม่มีวิญญาณถาวร ปัญหาของอนัตตา (ไม่มีวิญญาณถาวร) ยังคงอยู่ ซึ่งตรงข้ามกับที่เด็กทารกพูดเหมือนมีวิญญาณถาวร เกี่ยวกับคำสอนที่เข้ากันไม่ได้ระหว่างอนัตตาและการเกิดใหม่ ทิ้งให้คนไม่พอใจโดยไม่ได้ตามเหตุผล, ในขณะเดียวกันมีความพยายามจะปลอบใจสติรู้ผิดรู้ชอบด้วยศีลธรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นมา: “เมื่อมีคำเสนอสองอย่างขัดแย้งกัน, ทางแก้ไขที่เป็นไปได้ง่ายที่สุดก็คือ การไม่ใส่ใจอย่างหนึ่งในนั้น- ซึ่งที่ชาดกได้ทำอย่างเป๊ะๆ ไม่มีความขัดแย้งในชาดก ระหว่างคำสอนของอนัตตา (ไม่มีวิญญาณ) และคำสอนที่มีชีวิตหลายตอนของบุคคลคนเดียวกันเพราะว่าคำสอนของอนัตตาไม่ได้ถูกใส่ใจ” (โจนส์, ๓๙) ศักยามุนีไม่ต้องการปล่อยให้ศีลธรรมหายไป, แต่ว่าระบบของเขาก็เป็นระบบหนึ่งที่นำผู้คนไปสู่ความขัดแย้ง, คนกระทำชั่วและคนกระทำดีทั้งสองได้ถูกพูดว่าไม่มีวิญญาณเชื่อมโยงระหว่างชีวิตหนึ่งไปยังอีกชีวิตหนึ่ง- และดังนั้น ผู้ที่ได้รับ “ผลใดๆ” ไม่สมควรที่จะได้ “รับ”มัน เราควรคิดอย่างไรกับบางคนที่อ้างว่าได้เกิดใหม่? Ian Stevenson, ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิอำนาจลำดับต้นๆในวงความรู้การวิจัยเกี่ยวกับการเกิดใหม่/การกลับชาติมาเกิด ได้รายงานว่า: “ในประสบการณ์ของข้าพเจ้า, เกือบทั้งหมดของสิ่งที่เรียกว่าบุคลิกภาพต่างๆในชาติก่อนที่ถูกปลุกขึ้นมาผ่านทางการสะกดจิตเป็นการจินตนาการทั้งหมดและผลลัพธ์ของความกระหายของคนไข้ที่จะเชื่อฟังคำแนะนำของผู้สะกดจิต บางคนก็ตกใจกลัวสุดขีดโดยความทรงจำที่สมมุติของเขา, และในกรณีอื่นบุคลิกภาพที่อ้างว่าเป็นในชาติก่อนที่ถูกปลุกขึ้นมาจากการสะกดจิต ได้ปฏิเสธออกไปจากเขาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน (Omni Magazine ๑๐ (๔): ๗๖ (๑๙๘๘))” (www.comparativereligion.com/reincarnation1.html) Ernest Valea ชี้ว่าปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “กลุ่มอาการของโรคแห่งความทรงจำปลอม” และ “ศาลแห่งกฎหมายรู้สิ่งเหล่านี้ว่าเป็นอันตรายและส่วนใหญ่ไม่ยอมรับคำพยานต่างๆที่กระทำขึ้นภายใต้การสะกดจิตหรือจากพยานต่างๆที่เคยถูกสะกดจิตมาก่อน” แล้วเกี่ยวกับกรณีอื่นๆ ล่ะ, ที่ซึ่ง “ความทรงจำ” ต่างๆไม่ได้รับการถูกปลุกขึ้นมาโดยการสะกดจิต? Valea นำความสนใจเราไปสู่กลุ่มคนที่มักจะเป็นเป้าหมายสำหรับสิ่งนี้: “เกือบทุกกรณีของคนที่ประสบความจำของชีวิตที่ผ่านมาที่เกิดขึ้นเอง โดยปรากฏในเด็กระหว่างอายุ ๒ ถึง ๕ ขวบ, เมื่อความสามารถในการเข้าใจทางวิญญาณของพวกเขาแทบจะไม่มี, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับวิญญาณต่างๆ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้พวกเขาง่ายต่อการที่จะมีอิทธิพลโดยวิญญาณต่างๆจากภายนอก เมื่อเด็กโตขึ้น, วิญญาณนั้นสูญเสียพลังแห่งอิทธิพลเหนือเขา, ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าทำไมความทรงจำในชาติที่ผ่านมาได้สูญไปหลังจากที่เขาอายุได้ ๑๐ ขวบ” การเห็นถึงความเป็นไปได้ของวิญญาณต่างๆ จากภายนอกที่จะมาหลอกลวงในทางนี้, เราจะนึกเอาได้อย่างไรว่าพระสงฆ์หรือแม่ชีที่กำลังทำสมาธิจะได้รับการยกเว้นจากอิทธิพลภายนอกนี้? การทำสมาธิจริงๆแล้วเป็นการเปิดประตูกว้างให้กับอิทธิพลเหล่านั้น พระสงฆ์หรือแม่ชีอาจมีประสบการณ์กับหลายสิ่งในระหว่างการทำสมาธิของพวกเขาและนับสิ่งเหล่านั้นเป็นการยืนยันถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า เราสามารถนับว่านี่เป็นการยืนยันได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาพยายามที่จะมี “ความทรงจำ” ต่างๆ ตั้งแต่แรก, และเมื่อประสบการณ์ต่างๆ เป็นไปตามเหตุผลของแต่ละบุคคลอย่างใหญ่หลวง? แม้ว่าคนนั้นสามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ที่พวกเขาก็ไม่รู้โดยธรรมชาติ, ข้อมูลนี้เป็นบางสิ่งที่วิญญาณต่างๆภายนอกรู้ได้และส่งผ่านให้ ทำไมคนเราต้องอยู่ภายใต้การสะกดจิต, หรือมีความคิดที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้เหมือนเด็ก, หรืออยู่ในสภาพที่เปลี่ยนแปลงจิตสำนึกระหว่างการทำสมาธิ, เพื่อจะมี“ความทรงจำต่างๆ”เช่นนั้น? ถ้าการเกิดใหม่ “เป็นจริง” ทำไมมันไม่ชัดเจนท่ามกลางคนเป็นพันๆล้านในโลก, โดยไม่คำนึงถึงเบื้องหลังทางวัฒนธรรม? ทำไมทารกทั้งหลายไม่สามารถพูดภาษาของ “ชาติก่อน” หรือภาษาใดก็ตาม(รวมถึงภาษาไร้สาระ)สำหรับเรื่องราวนั้น? นี่คงเป็นเหตุผลสำหรับการประดิษฐ์คิดค้นคำสอนของอนัตตา (ความคิดที่ว่าไม่มีวิญญาณถาวรอธิบายถึงการบกพร่องของความทรงจำ) ที่ไม่มีความจำ ทำให้ปัญหายากลำบากเช่นนี้อยู่ในขอบเขตของศีลธรรม (ไม่มีความยุติธรรมแท้จริงโดยปราศจากวิญญาณที่ถาวร) และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของการไม่มีจุดเชื่อมโยงระหว่างชีวิตหนึ่งไปยังอีกชีวิตหนึ่ง ตามพระคัมภีร์ไบเบิล มีเพียงชีวิตเดียวเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ “...มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะต้องตายหนหนึ่งและหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด” (ฮีบรู ๙:๒๗) ถ้าผู้คนมีมือถือหนึ่งพันเครื่อง, เต็มไปด้วยข้อมูลอย่างเดียวกันและใช้งานได้, มันคงจะไม่เป็นเรื่องใหญ่อะไรมากถ้าพวกเขาเสียไปสักสิบเครื่อง แต่, ถ้าผู้คนมีเพียงมือถือเพียงเครื่องเดียวที่เต็มไปด้วยรายชื่อติดต่อที่สำคัญและไม่มีเงินที่จะซื้อเครื่องใหม่, มันคงจะเป็นการเสียหายใหญ่ที่จะสูญเสียมือถือเพียงเครื่องเดียวนั้น ยิ่งไปกว่านั้นถ้าผู้คนคิดจะมีชีวิตนับพัน, คุณค่าของชีวิตนี้และความเร่งด่วนของการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องได้ถูกลดลงไป แต่พระเจ้าผู้ที่เป็นเจ้าของชีวิตเรา ได้บอกกับเราว่า, พวกเรานั้นมีเพียงชีวิตเดียว ความเชื่อในเรื่องการเกิดใหม่ทำให้คนรู้สึกผลัดวันประกันพรุ่ง อย่างเช่น, ถ้านักศึกษารู้ว่าเขาจะมีการสอบวันศุกร์ที่จะมาถึงนี้, แต่ถ้าเขารู้ด้วยว่าจะมีโอกาสที่สองที่จะได้สอบใหม่อีกครั้ง ถ้าคะแนนเขานั้นไม่ดี, เขาคงจะผลัดวันประกันพรุ่ง, มากกว่าที่จะขยันเรียนสำหรับโอกาศเดียวที่จะสอบ ตามพระคัมภีร์ไบเบิลได้พูดว่า, มีเพียงโอกาศเดียวเท่านั้น เมื่อผู้คนได้ถูกหลอกลวงไปสู่ความคิดที่จะมีโอกาศและ “ชีวิต” ที่มากมาย, ทำให้ความเร่งด่วนที่จะคืนดีต่อพระเจ้าเดี๋ยวนี้นั้นได้ถูกทำให้ลดลง การผลัดวันประกันพรุ่งนำไปสู่ความล้มเหลวแทนที่จะประสบความสำเร็จ ความเชื่อชาวพุทธนี้นำผู้คนมากมายออกห่างจากพระเจ้าโดยการให้ความรู้สึกสะดวกสบายอย่างหลอกลวง, แทนที่จะมีความคิดอย่างเร่งด่วนที่จะไม่เสียเวลาในการใช้ชีวิตไปในทางที่ผิด เมื่อเราเข้าใจชีวิตของเรามีค่ามากขนาดไหน, ที่ซึ่งพระเจ้าได้มอบให้กับเรา, เราควรที่จะขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งนี้, และต้องการที่จะมีชีวิตที่รู้จักพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ 6. อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างการทำสมาธิ, การสวดมนต์และการอธิษฐาน? การทำสมาธิของชาวพุทธบ่อยครั้ง ถูกแสดงให้ว่าเป็นบางสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับ “กิจกรรมทางศาสนา” ผู้คนทั่วโลกจากมุมมองที่หลากหลายทางศาสนาก็ถูกสนับสนุนให้ลองทำดู, โดยการเสแสร้งว่ามันเป็นเพียงแค่การฝึกฝนความคิดอย่างหนึ่ง— เหมือนกับการบริหารร่างกายเป็นการฝึกฝนร่างกาย นี่เป็นสิ่งดึงดูดใจสำหรับบางคนที่ปรารถนาจะมีประสบการณ์เอกลักษณ์, สันติสุข, หรือมีความหมายโดยปราศจากการไม่เข้าไปสู่หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ว่าการทำสมาธิปราศจากศาสนาจริงหรือ? มีเรื่องหนึ่งของพระไตรปิฎกที่คนพูดถึงน้อยมาก, ที่เกิดความยุ่งเหยิงในช่วงเวลาการทำสมาธิ: “จริงๆ แล้ว มีโอกาสครั้งหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็น ‘ผู้ขับรถม้าของมนุษย์ที่ไม่มีใครเท่าเทียมกว่า’ มันเป็นการยากที่จะคิดว่ามันถูกแต่งเรื่องขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นว่าสิ่งนี้ถูกอ้างอิงในหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับศาสนาพุทธที่ข้าพเจ้าได้เคยอ่าน ใน KS V ๒๘๔, เราอ่านว่า พระพุทธเจ้าได้แนะนำ ‘สิ่งที่ไม่น่ารัก’ เป็นหัวข้อสำหรับการทำสมาธิ ก่อนที่เขาจะปลีกตัวออกไปอยู่สิบสี่วัน ในวันที่เขากลับมา, เขาก็พบว่า คณะสงฆ์ลดลงไปอย่างน่าเศร้าใจเพราะว่าพระสงฆ์หลายรูป, คิดไตร่ตรองถึง ‘สิ่งที่ไม่น่ารัก’ ต่อ ‘ร่างกายนี้... กังวลถึงมัน, รู้สึกอับอายและน่ารังเกียจ, และแสวงหาอาวุธเพื่อจะฆ่าพวกเขาเอง’- และจริงๆ, ได้ฆ่าตัวตาย พระอานนท์แนะนำว่าในอนาคตจะดีกว่า ถ้าหากพระพุทธเจ้า ‘จะสอนวิธีอื่นๆ’ ของการทำสมาธิ พระโคตมพุทธเจ้าตอบด้วยถ้อยแนะนำนี้และบอกข่าวแก่บรรดาพระสงฆ์ของเขาที่จะตั้งการทำสมาธิอยู่บนพื้นฐานของการหายใจของพวกเขาในอนาคต” (Jones๗๖) ในปัจจุบันนี้, ‘สิ่งที่ไม่น่ารัก’ (เช่นศพของมนุษย์) ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำสมาธิได้ของชาวพุทธ, ถึงแม้ว่ารูปแบบอื่นๆ ของการทำสมาธิ, เช่น การกำหนดลมหายใจ, ที่ใช้มากกว่า แม้กระทั่งรูปแบบของการทำสมาธิที่ถือว่าเป็นมาตรฐาน, เช่น การกำหนดลมหายใจตนเอง, หรือการสังเกตความคิดตนเอง ราวกับว่าความคิดเหล่านั้นไม่ใช่ความคิดตนเอง (ถูกปลดปล่อยจากความคิดของ “ตนเอง” และ การสังเกตความคิด“โดยปราศจากอารมณ์”), เหล่านี้มันอันตราย อย่างไรก็ตาม Rahula สนับสนุนการทำสมาธิอย่างนั้น: “พยายามที่จะตรวจสอบมันราวกับว่าคุณกำลังสังเกตมันจากข้างนอก,โดยปราศจากปฏิกิริยาทางอารมณ์, เหมือนนักวิทยาศาสตร์สังเกตวัตถุหนึ่ง ที่นี้ด้วย, คุณไม่ควรมองดูมันว่าเป็น ‘ความรู้สึกของฉัน’ หรือ ‘ประสาทสัมผัสของฉัน’ จากมุมมองภายใน, แต่ให้เพียงมองดูว่ามันเป็น ‘ความรู้สึก’ หรือ ‘ประสาทสัมผัส’ จากมุมมองภายนอก ท่านควรลืมอีกครั้งต่อแนวคิดที่ผิดของ “การมีตนเอง” (๗๓) เมื่อบุคคลหนึ่งกลายมาเป็นผู้สังเกต “บุคคลที่สาม” ของพวกเขาเอง, และได้ปฏิเสธแนวคิดว่ามี“ตนเอง”, มันเหมือนกับสละที่นั่งคนขับรถและไปนั่งที่ของผู้โดยสาร นี่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของวิญญาณต่างๆ ภายนอกที่จะเข้ามาและมีอิทธิพลอย่างแท้จริงและมีอำนาจชักจูงอันตราย พูดถึงขั้นสูงสุดของการทำสมาธิ (นิโรธสมาบัติ), Vajiranana เขียนไว้ว่า, “แต่ที่ซึ่งมีประสบการณ์ใน นิโรธสมาบัติคือสภาพของนิพพาน, กล่าวถึงการหยุดกิจกรรมทั้งหมดของสมอง, ซึ่งเปรียบเทียบได้กับนิพพานขั้นสุดท้าย นิพพานขั้นสุดท้ายถูกเรียกว่า “ขันธ์-ปริ-นิพพาน” คือ การหยุดอย่างสมบูรณ์ของขันธ์ทั้งห้าและซึ่งพระอรหันต์ได้บรรลุถึงเมื่อเขาตาย” (๔๖๗) นอกจากอันตรายต่างๆ ของการทำสมาธิในระดับส่วนตัว, การทำสมาธินำไปสู่มาตรฐานที่ตามอารมณ์และนิสัยอย่างที่อ้างกัน อย่างไรก็ตาม, ผู้ทำสมาธิได้รับการแนะนำล่วงหน้าในสิ่งที่พวกเขาคาดว่าจะได้เจอ การคาดหวังนี้ ได้เชิญอารมณ์ความคิดเห็นจากภายนอกเข้ามา เพราะว่ามันตั้งเงื่อนไขให้คนว่าจะเจออะไรในความคิด ถ้าผู้สอนบอกพวกเขาว่าสามารถคาดหวังที่จะเห็นชีวิตชาติก่อน, พวกเขาถูกจัดการล่วงหน้าที่จะไปสู่สิ่งนั้น เช่นเดียวกัน, มันก็ไม่ได้เป็นมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์, เพราะว่ามีมุมมองที่ “ผิด” หรือนอกรีตที่ถูกบรรยายไว้ในพระไตรปิฎก ถ้าใครคนหนึ่งทำสมาธิและมีประสบการณ์กับบางสิ่งที่นอกรีต– เช่น “ฉันมีวิญญาณนิรันดร์,” สิ่งนี้จะถูกปฏิเสธ Shravasti Dhammika ในการพูดเกี่ยวกับการทำสมาธิในศรีลังกา, เขียนว่า: “...ผู้ทำสมาธิเดินรอบๆคล้ายกับผู้ที่อยู่ร่วมกันระยะยาวในโรงพยาบาลทางจิตโดยแท้จริง มีบางคนผู้ซึ่งใช้เวลาอยู่ในศูนย์ทำสมาธิเหล่านี้จบด้วยการมีปัญหาทางสมองอย่างมาก มีเรื่องตลกแพร่กระจายในสมาคมบางกลุ่มในศรีลังกาในช่วงปีคริสต์ศักราช ๑๙๙๐-๒๐๐๐ กลายเป็น ‘หนึ่งเดือนใน Kanduboda, หกเดือนใน Angoda,’Kandubodaเป็นที่รู้จักกันดีของศูนย์ทำสมาธิใน Colombo และ Angoda เป็นโรงพยาบาลใหญ่ของผู้ป่วยทางสมอง ของเมืองนี้” (http://www.buddhistische-gesellschaft-berlin.de/downloads/brokenbuddhanew.pdf) การทำสมาธิตามศาสนาพุทธ นำคนออกห่างจากการมีความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์, และทำให้จิตใจของพวกเขาเป็นเหมือนกับเครื่องจักรกลมากกว่า แม้ว่าการทำสมาธิ “กำลังแผ่เมตตาแก่สรรพสิ่ง”, จุดจดจ่อก็อยู่ที่ความสามารถของตัวเอง, และความเมตตานั้นถือว่าไม่ได้ยึดติดกับใคร เมื่อการทำสมาธิเป็นการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, และความคิดอื่นๆ ถูกตัดออกไปทั้งหมด, นี่ทำให้เสียงของสติสัมปชัญญะที่เรียกร้องให้เรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเงียบไป, และวางจิตใจไปที่หนทางที่เพิ่มการปลดปล่อยและการปลีกตัวออกไปมากขึ้น ในการปลีกตัวออกไป ความปรารถนาส่วนตัวคนหนึ่งอาจจะสำเร็จ, แต่ว่าสถานการณ์อย่างนี้สามารถเปรียบเทียบกับเด็กที่ปฏิเสธการดูแลความรักจากพ่อแม่ ผู้ซึ่งจัดเตรียมอาหารที่ดีและมิตรภาพกับพวกเขา, แต่เด็กคนนั้นต้องการที่จะไปอาศัยอยู่ในป่าแทน– ปฏิเสธการรับอาหาร, ปฏิเสธเสื้อผ้า, ปฏิเสธการได้รับการศึกษาและปฏิเสธความรักจากพ่อแม่ เด็กแบบนี้จะมีความลำบากในการเอารอดชีวิตและในที่สุดอาจจะสูญเสียความสามารถที่จะสื่อสารกับพ่อแม่ การอธิษฐานและไตร่ตรองตามพระคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้เหมือนกับการทำสมาธิ สวดมนต์หรือภาวนาในศาสนาพุทธ แต่พระคัมภีร์ไบเบิลได้สนับสนุนให้คนพิจารณาหลักการต่างๆและลักษณะของพระเจ้า, เป็นการใช้เวลากับพระเจ้าและคิดในเชิงลึกเกี่ยวกับพระวจนะของพระองค์ มันคือความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระเจ้าได้“เลี้ยงดู”ลูกของพระองค์และสื่อสารกับพวกเขา, ขจัดอุปสรรคต่างๆในชีวิตออกไปและประทานสติปัญญาให้ มันไม่ใช่กระบวนการที่ไม่มีความสัมพันธ์และไม่มีบุคลิกภาพที่จะปล่อยตัวเองหรือไปสู่การเปลี่ยนแปลงสถานะของการมีสติอย่างในศาสนาพุทธ การอธิษฐานคือการเข้าไปในที่ลี้ภัยของพระเจ้า, การติดต่อสื่อสารกับพระองค์ในความสัมพันธ์ที่แท้จริง ตามพระไตรปิฏก ผู้คนไม่สามารถอธิษฐานถึงพระพุทธเจ้า (ชาวพุทธที่ไม่ใช่พระสงฆ์ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยต่อคำสอนพระไตรปิฏกยังคงพยายามที่จะอธิษฐานต่อพระพุทธเจ้าบางครั้ง), เพราะว่าตามคำสอนเหล่านั้น เขาได้ดับสูญไปอย่างสมบูรณ์แบบผ่านนิพพานและความตายของเขาหลังจากนั้น ผู้คนทุกหนทุกแห่งในโลกมีความกระหายทางฝ่ายจิตวิญญาณ, แต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นผู้เดียวที่ให้ความพอใจต่อความต้องการนี้แก่ผู้คน ใครก็ตามสามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ที่ยังทรงพระชนม์อยู่ทุกวันนี้ การทำสมาธิเป็นการนั่งคิดคนเดียวตามลำพังของแต่ละบุคคล (สิ่งที่ “เรียนรู้” ผ่านการนั่งสมาธิไม่สามารถรับเข้าเป็นหลักฐานสู่ศาลทางกฎหมาย), และการทำสมาธิเป็นการเปิดประตูอันตรายสู่โลกวิญญาณด้วย ผู้ทำสมาธิต้องไปสู่สภาพการเปลี่ยนแปลงภาวะของจิตสำนึก ผมได้รู้จักคนหนึ่งในกรุงเทพฯผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่พักได้ถูกสอนการทำสมาธิไม่กี่ปีที่ผ่านมา ครั้งหนึ่ง, ระหว่างที่เธอกำลังทำสมาธิ, วิญญาณที่น่ารังเกียจได้ปรากฏต่อหน้าเธอ เธอหวาดกลัวและวิ่งหนีออกจากห้อง ครูที่สอนการนั่งสมาธิแก่เธอ บอกเธอว่าอย่าได้กังวลอะไรเลยเกี่ยวกับมัน, แต่ควรกลับไปและสอนแก่วิญญาณที่น่ารังเกียจนั้นด้วยทาง“สงบสุข”ของศาสนาพุทธ ในทางนั้น, วิญญาณชั่วได้หลอกลวงเธอให้คิดว่าสิ่งที่เธอทำอยู่นั้นดี, ซึ่งแท้จริงเธอถวายตัวแก่วิญญาณชั่วที่หลอกลวงแสร้งทำเป็นเรียนรู้สันติสุขเท่านั้น, แต่เป็นการผูกมัดเธอไว้ด้วยการหลอกหลวง การทำสมาธิ นำบุคคลไปสู่ในส่วนของระดับที่ลึกที่สุดของพวกเขา ที่จะไม่ถูกนำโดยความแน่นอนและความจริงตามเหตุผล, แต่ได้ถูกนำโดยประสบการณ์ที่ขึ้นกับแต่ละบุคคลที่ออกจากพระเจ้าผู้ที่ซึ่งรักพวกเขา อธิฐานเป็นการสื่อสารกับพระเจ้าด้วยความสัมพันธ์— ไม่ใช่สูตรคำพูด; ไม่ใช่การสวด; แต่เป็นการพูดกับพระเจ้าจากหัวใจของเรา ก่อนที่พ่อตาของผมจะกลายเป็นคริสเตียน เขาเป็นหัวหน้านำสวดมนต์ในวัดใกล้บ้าน เมื่อเป็นคริสเตียนใหม่ เขาจะพูดคำอธิษฐานที่อยู่ด้านหลังของใบปลิวข่าวประเสริฐซ้ำกันทุกวัน, โดยยังไม่เข้าใจที่การอธิษฐานเป็นการมีความสัมพันธ์ที่มีชีวิตกับพระเจ้า, ไม่ใช่ท่องจำสูตรคำพูด ชาวพุทธไทยสวดมนต์โดยใช้ภาษาบาลี, ส่วนมากไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาได้พูดไป, แต่พวกเขาคิดว่าจะได้สะสมบุญหรือการอวยพรหรือได้รับการป้องกันด้านวิญญาณ, อื่นๆ บางครั้งผู้คนเพียงแค่ท่องคำสวดมนต์เหล่านั้นจากหนังสือต่อหน้ารูปเคารพ พระเยซูพูดว่า “แต่เมื่อท่านอธิษฐาน อย่าใช้คำซ้ำซากไร้ประโยชน์เหมือนคนต่างชาติ เพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ พระจึงจะทรงโปรดฟัง” (มัทธิว บทที่ ๖ ข้อ ๗) ชาวพุทธฝึกการสวดมนต์มากกว่าที่พวกเขาทำสมาธิเยอะ, เพราะว่าการทำสมาธิใช้ความพยายามและการฝึกฝนมากกว่า แต่, การทำสมาธิและการสวดมนต์ของชาวพุทธทั้งคู่นั้นอันตรายทางฝ่ายจิตวิญญาณ, เพราะว่าสิ่งเหล่านี้สงวนพวกเขาไว้ไม่ให้มีความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับพระเจ้าผู้ทรงสร้างเรา คุณอยากที่จะมีที่พึ่งที่ชัวร์และมั่นคงในชีวิตของคุณหรือเปล่า? พระรัตนตรัยตามประเพณีในศาสนาพุทธคือ พระพุทธ, พระธรรมและพระสงฆ์ ความคิดทั้งหมดในการเป็นที่พึ่งแสดงถึงการขอความช่วยเหลือจากภายนอกตัวของเราเอง มันแสดงถึงบุคคลที่มีสภาพจำกัดและมีขอบเขตและต้องการที่พึ่งที่ซึ่งไม่มีสิ้นสุดและเชื่อถือได้ ทั้งหมดในพระรัตนตรัยทั้งสามนั้นต่างก็มีข้อบกพร่อง, แต่ที่ทำให้แย่กว่านั้นคือ, ที่พึ่งที่สี่ได้ถูกนำเสนอ, ซึ่งก็คือ ตนเอง คำสอนในพระไตรปิฏก (ในชาดก แม่ของพระกุมารกัสสปเถระ), ได้นำ “ตนเอง” มาเป็นพื้นหน้า “ภิกษุและภิกษุนี, ผู้ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้อื่นไม่สามารถบรรลุความก้าวหน้าใดๆหรือการพัฒนาในชีวิต, เหตุฉะนั้นตนเป็นที่พึ่งแห่งตนหรือเจ้านายตัวเอง, ไม่มีใครสามารถเป็นที่พึ่งตัวเราเองได้” (http://www.buddhapadipa.org/plinks/MHAR-6ELBY2) ที่พึ่งทั้งสามนั้นได้ถูกวางไว้ ให้เห็นภาพด้วยรูปแบบชาดกนี้“ตนเอง”ได้ยกมาเป็นจุดเด่นในส่วนสำคัญที่สุดของที่พึ่ง แต่, ในท้ายที่สุด, ทั้งสี่ที่พึ่งนั้นเชื่อถือไม่ได้ ๑. เป็นที่พึ่งในธรรม (คำสอน) โดยแท้ ส่วนใหญ่หมายถึงเป็นที่พึ่งในตนเอง, ด้วยเหตุที่คำสอนได้ชี้ไปในจุดนั้น แต่, พวกเราได้เห็นถึงคำสอนนั้นที่ไม่น่าเชื่อถือตามประวัติศาสตร์, และคำสอนตรงกันข้ามที่พูดว่า, “อย่าปลงเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์” (A.I,๑๘๘) ถ้าใครมองข้ามคำเตือนนี้, และไปตามการอ้างตำราหรือคัมภีร์, ดังนั้นการไปโดยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ ผู้นั้นอนึ่ง ควรจะไม่ไปตามมัน! พุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมากในปัจจุบันไม่ได้มองเห็นถ้อยคำในศาสนาพุทธอยู่เหนือเกินความเข้าใจและเชื่อถือได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง, แต่เห็นว่า เป็นคำสอนที่สามารถดัดแปลงตามความคิดเห็นที่ทันสมัยตามแต่ผู้คน (ความมั่นใจในตนเองมากกว่าพระธรรม) ๒. เป็นที่พึ่งในพระพุทธเจ้าเป็นการเข้าพึ่งในคนตายที่ไม่ได้อยู่ในปัจจุบันนี้ที่จะยื่นความช่วยเหลือใดๆ ให้ได้ แม้แต่ชีวประวัติของเขาไม่ได้ช่วยอะไรเลย, เพราะว่ามันเต็มไปด้วยตำนานและประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอน ๓. เป็นที่พึ่งในพระสงฆ์ (กลุ่มสังคมของสงฆ์), เป็นการขึ้นอยู่กับคนที่ไม่ถาวรและเปลี่ยนแปลงตลอด(อนิจจัง), ตัวตนที่ไม่ยืนยง(อนัตตา) ผู้ซึ่งมีความทุกข์(ทุกข์) ที่จะจัดการกับมัน เหมือนกัน, ในนิทานชาดกด้านบน, มันได้พูดว่า, “ผู้ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้อื่นไม่สามารถบรรลุความก้าวหน้าใดๆหรือการพัฒนาในชีวิต” ซึ่งรวมไปถึงการพึ่งพาพระสงฆ์ ๔. เป็นที่พึ่งในตัวเองเป็นเพียงคนที่มีขอบเขตจำกัดที่เป็นที่พึ่งในคนที่มีขอบเขตจำกัด มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรของบุคคลนอกไปกว่าข้อจำกัดในตัวของพวกเขาเอง ในหนึ่งลมหายใจตัวเราที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่ดี(อนัตตา) และในอีกลมหายใจหนึ่ง ที่บอกว่าให้อนัตตาเป็นที่พึ่ง มีใครสักคนไหมที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง? มีใครที่สามารถพูดได้ว่าไม่เคยรับของอะไรจากผู้อื่นเลย, หรือไม่เคยได้รับอะไรเลยจากพระเจ้า? มีใครสักคนไหม ที่แท้จริงและไม่เปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตที่อยู่ได้ด้วยคติพจน์ที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ได้อย่างไร? มายกตัวอย่างของช่างตัดเสื้อผู้ที่มีเหตุผลบางประการซึ่งเขาได้ยึดในคติพจน์นี้ เขาคงจะทำเสื้อผ้าของเขาเองตั้งแต่เริ่มต้น เขาคงไม่สามารถใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นทำหรือซื้อมาให้เขาได้ แต่, เขาคงไม่สามารถใช้เส้นด้ายหรือเสื้อผ้าที่ซึ่งเขาไม่ได้เก็บเกี่ยวมาจากทุ่งฝ้ายหรือฟาร์มตัวหนอนไหม, และสิ่งอื่นๆ และ, เขาคงไม่สามารถใช้กรรไกรหรือเครื่องเย็บผ้า, นอกจากตัวเขาเองได้สามารถทำสิ่งพวกนี้ขึ้นมาเอง และ, เขาคงไม่สามารถสร้างอุปกรณ์ในการเย็บผ้านอกจากตัวเขาเองได้ทำเหมืองแร่เหล็กและหลอมแร่เหล็กเพื่อประการนี้ แต่, เขาจะสามารถทำเหมืองแร่เหล็กโดยปราศจากเครื่องมือที่ทำจากคนอื่นได้อย่างไร? ดังนั้น, ช่างตัดเสื้อในสมมุติฐานของเราคงจะไม่กินอะไรเลย, นอกจากตัวเขาที่ได้ปลูกและทำอาหารเอง , พร้อมกับอุปกรณ์ที่ตัวเขาเองได้ทำมันขึ้นมา และ, สถานที่ที่เขาอยู่อาศัย, ซึ่งเขาได้ทำขึ้นมาเอง ถ้าช่างตัดเสื้อผู้น่าสงสารนี้ได้เริ่มรู้สึกถึงความต้องการสุดๆของเวลาของเขาและการใช้ความอุตสาหะในการแยกตัวเองออกจากการพึ่งพาอาศัยของมนุษย์ทั้งปวง, บางที เขาอาจจะประสงค์ที่จะออกไปและอาศัยในป่า แต่, แม้ว่าที่นั่น เขาต้องนึกได้ว่าเขาไม่อิสระทั้งหมดหรือพอเพียงต่อการเป็นที่พึ่งของตัวเขาเอง ในป่า(หรือแม้แต่ในเมืองด้วย) เขาจำเป็นต้องขึ้นอยู่กับในหลายๆสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา- พืชสำหรับอาหาร, ต้นไม้สำหรับที่พักอยู่อาศัย, น้ำสำหรับยังชีพ, และสิ่งอื่นๆ เขาคงไม่สามารถกินได้โดยไม่ใช้ปาก ที่พระเจ้ามอบให้แก่เขาหรือทำการสร้างสิ่งอื่นใดโดยไม่ใช้มือหรือเท้าที่พระเจ้ามอบให้แก่เขา เช่นเดียวกัน เขาคงไม่สามารถคิดหรือทำการเลือกโดยปราศจากความคิดโดยไม่ใช้สมองและจิตวิญญาณซึ่งพระเจ้ามอบให้เขาไม่ว่าความอยากที่เขาจะเป็นที่พึ่งของตนเองสักเท่าไหร่, เขาจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความจริงในขอบเขตจำกัดของเขาเองที่ไม่สามารถให้เขาเป็นที่พึ่งของตนเองได้ในที่สุดของที่สุดหรือแม้แต่เหตุผลในชีวิตประจำวัน เห็นไหมว่ามันเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้คนที่จะเป็นที่พึ่งของตนเองอย่างแท้จริงในขอบเขตด้านร่างกาย, แล้วมันจะเป็นไปไม่ได้มากเท่าไหร่อีก ที่จะเป็นที่พึ่งของตนเองในทางด้านฝ่ายจิตวิญญาณที่ซึ่งเรามองไม่เห็นและไม่สามารถควบคุมได้? ความบาปมากมายที่ทุกคนได้กระทำต่อพระเจ้าเป็นสิ่งที่ได้บันทึกไว้เพื่อพิพากษาเรา, แต่เราจะชำระล้างในส่วนนี้ออกไปด้วยความกำลังและอำนาจของเราเองได้อย่างไร? และ, เราจะไปสวรรค์ด้วยกำลังและความสามารถของเราเองได้อย่างไร? เราควรยอมรับถึงความจำกัดในความสามารถของเราเองและมาหาพระเจ้าเพื่อขอช่วยเหลือ พระเยซู พระองค์ตั้งใจที่จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ถ้าเราแน่วแน่ที่จะกลับใจจากบาปของเราและเชื่อในพระองค์, ไว้วางใจในพระเยซูเท่านั้นที่จะให้เรารอด--ไม่ใช่ไว้วางใจในความสามารถของเรา, หรือไปหาที่พึ่งในนามอื่น ประมาณ ๕๐๐ ปีก่อนที่พระพุทธเจ้าได้เกิด, ดาวิดได้กล่าวถึงที่พึ่งของเขาว่า, “ความช่วยให้รอดและสง่าราศีของข้าพเจ้าอยู่ที่พระเจ้า ศิลาอันทรงมหิทธิฤทธิ์และที่ลี้ภัยของข้าพเจ้าคือพระเจ้า ประชาชนเอ๋ย จงวางใจในพระองค์ตลอดเวลา จงระบายความในใจของท่านต่อพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของเรา เซลาห์” (สดุดี ๖๒:๗-๘) พระพุทธเจ้าบอกผู้คน ที่ว่าพวกเขานั้นไม่ต้องคิดเกี่ยวกับพระเจ้าหรือแหล่งกำเนิดของพวกเขา, แต่พระเจ้าสร้างพวกเราด้วยให้เรามีความกระหายที่จะรู้จักพระองค์ ในการเติมความกระหายนี้ด้วยสิ่งอื่น, การค้นหานั้นนำไปสู่ความไม่เพียงพอ เป็นเหมือนกับที่ใครคนหนึ่งบอกนกว่าการบินนั้นไม่สำคัญและเด็ดปีกของนกเหล่านั้นเสีย, ในนกยุคๆต่อมา, ปีกคงเจริญเติบโตไปเป็นเหมือนปกติ, แต่ในสิ่งแวดล้อมที่พูดว่า “การบินนั้นไม่สำคัญ,” นกอาจจะใช้ปีกของมันลากไปมาบนดิน, ไม่ใช่เพื่อบิน พวกมันยังคง “กระหาย” ที่อยากจะบิน ทั้งที่นกสร้างมาเพื่อบิน, ผู้คนได้ถูกสร้างที่จะรักและนมัสการพระเจ้า ศาสนาพุทธไม่ได้เติมเต็มในหัวใจของมนุษย์ให้รู้จัก‘ผู้สร้าง’ของเขา และดังนั้นการค้นหาจึงเกิดขึ้น แต่น่าเสียดายยิ่งนักหากว่ามันกลายเป็นการหาความมั่งคั่งส่วนบุคคลแทนที่ของการหาความจริงและความถูกต้อง, ที่ซึ่งจะนำทางไปสู่พระเจ้า คำเปรียบเทียบคลาสสิกของชาวพุทธเกี่ยวกับประเด็นในจุดกำเนิดของเราและประเด็นในส่วนสำคัญที่จะต้องเจาะลึกเน้นลงไป, เป็นดั่งคนที่ถูกยิงด้วยลูกธนู โดยที่คนนั้นไม่ได้กังวลเกี่ยวกับลูกธนูนี้มาจากไหน, ใครเป็นคนยิง, หรือธนูประเภทใดที่ใช้ยิงมา, อื่นๆ..., แต่แทนด้วยการสนใจที่จะเอาลูกธนูออก! ดังนั้นดั่งที่พูดไว้ว่ามนุษย์ไม่ต้องกังวลในเรื่องจุดกำเนิดของโลกหรือปลายทางของพระพุทธเจ้าและ “คำถามที่ว่าด้วยความเป็นอยู่และจิตใจของมนุษย์” อื่นๆ แต่ น่าเสียดายยิ่งนัก, โดยการที่ขับไล่พระเจ้าไปข้างๆ, แหล่งที่แท้จริงของความโล่งอก(นิรันดร์)ได้พลาดไปด้วย พระเจ้าถูกมองข้ามและถูกปฏิเสธ, เหมือนดั่งคนบาดเจ็บที่ไล่หมอไป ช่องว่างในจิตใจของมนุษย์ไม่ได้ถูกเติมเต็ม, และการแสวงหาสำหรับจิตวิญญาณได้ดำเนินต่อไปผ่านการแสดงออกที่หลากหลาย น่าเสียดายยิ่งนักที่คำตอบที่แท้จริงได้ตัดออกไปโดยไม่ได้ถูกพิจารณาเลยโดยการไม่สนใจพระเจ้า จากเจ็ดคำถามแรกที่ผ่านมาในเอกสารนี้, เราได้เห็นว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของสวรรค์, และเป็นเจ้าของประชาชน พระองค์มีสิทธิ์ที่จะบอกเราว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของชีวิตผู้คน, ทุกความบาปในที่สุดกระทำต่อต้านพระเจ้า เพราะฉะนั้น พระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ที่จะอภัยบาป เรายังได้เห็นว่าพระเจ้านั้นได้สร้างทั้งชายและหญิง มีคุณค่าในสายตาของพระองค์, และชีวิตของมนุษย์ทุกคนเป็นสิ่งที่มีค่ามากและเป็นสิ่งที่ควรจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งนั้น พระเจ้าเป็นผู้สร้างหัวใจของเราด้วย, และผู้เดียวที่สามารถให้หัวใจของเราที่ความรู้สึกเต็มเปี่ยมเมื่อเรากลับใจจากบาปของเราและวางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราเป็นที่พึ่ง ผู้ที่ไว้วางใจได้มากกว่าหมอใดๆ, อาจารย์, หรือสมาชิกครอบครัว คุณจะวางความเชื่อของคุณในพระเยซูคริสต์วันนี้ไหม? “พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล” (ฮีบรู ๑๓:๘) ในที่สุดจะมีผู้คนเพียงแค่สองประเภท— ประเภทแรกคือผู้คนเหล่านั้นที่จะชื่นชมยินดีตลอดเวลานิรันดร์ที่พวกเขาได้วางความเชื่อไว้ในพระเยซูคริสต์, ประเภทสองคือผู้คนเหล่านั้นที่จะผิดหวังตลอดเวลานิรันดร์ที่พวกเขาไม่ได้วางความเชื่อในพระเยซูและกลับใจในขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ “และพยานหลักฐานนั้นก็คือว่า พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์แก่เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่มีชีวิต” (๑ ยอห์น ๕:๑๑-๑๒) 8. อะไรคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์? พระไตรปิฎกน่าเชื่อถือมากขนาดไหนว่าเป็นหนังสือแห่งความจริง? ถ้าพระพุทธเจ้าศักยามุนีไม่ได้ทำให้เกิดการเขียนเหล่านี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม, มาตรฐานที่เอาไว้วัดความจริงอยู่ที่ไหน? และ, ถ้าจะอ้างว่าพระไตรปิฏกมาจากพระพุทธเจ้า ทำไมจึงประกอบด้วยความผิดพลาดที่เกี่ยวกับความจริงอย่างมากมาย? ถ้าพระไตรปิฎกเป็นการผสมผสานระหว่างความจริงและข้อผิดพลาด, การมอบความไว้วางใจของชะตาชีวิตบุคคลหนึ่งให้กับคำสอนนี้ ก็จะเหมือนกับ การมอบความไว้วางใจให้กับหมอที่จ่ายยาทั้งที่ดีและเป็นอันตราย – เป็นการเดิมพันอย่างมาก คำอ้างอิงทั้งหมดในส่วนหัวข้อวิทยาศาสตร์นี้ มาจากพระไตรปิฎกตัวมันเอง, ไม่ใช่จากข้อคิดเห็นที่พูดถึงพระไตรปิฏก ในทีฆนิกาย (Dialogues of the Buddha III; 137-139), ได้กล่าวถึงลักษณะหมายสำคัญทั้ง ๓๒ ของบุคคลที่คาดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือผู้ปกครองจักรวาล ท่ามกลางเครื่องหมายเหล่านี้, มีการกล่าวว่าเขาจะต้องมีฟัน ๔๐ ซี่ [ในเวลาที่เป็นเด็กทารก! – ซึ่งเป็นเวลาที่การตรวจสอบได้ถูกทำขึ้น – (Dialogues of the Buddha II; หน้า 13-18)] โดยปกติ เด็ก มีจำนวนฟันครึ่งหนึ่งของจำนวนนั้นคือ ๒๐ ซี่ ผู้ใหญ่จะมีฟัน ๓๒ ซี่โดยรวม (สมมุติว่าไม่ได้เล่นกีฬาโลดโผนมากเกินไป) หรือ ๒๘ ซี่ ถ้าฟันกรามซี่สุดท้ายได้ถอดออกไป การที่จะใส่ฟันอีกแปดซี่เข้าไปในกรามของผู้ใหญ่ดูเหมือนจะเป็นความสามารถมากเลยทีเดียวเชียว แต่ว่าถ้าใส่ฟันอีก ๒๐ ซี่ในกรามของเด็กทารกมันคงจะเป็นการขยายทั้งกรามโดยแท้– ทั้งของกรามและความน่าเชื่อถือมากเหลือเกิน ท่ามกลาง ๓๒ หมายสำคัญนั้น, อีกอย่างหนึ่งคือศักยภาพของผู้ปกครองจักรวาลหรือพระพุทธเจ้า จะต้องมีลิ้นที่ใหญ่ ใหญ่แค่ไหนล่ะ? ในหนังสือ มัชฌิมนิกาย (Middle Length Sayings II), พราหมณ์คนหนึ่ง ได้ไปพูดคุยกับพระพุทธเจ้า และมองหา ๓๒ หมายสำคัญที่ตัวของพระพุทธเจ้า…“ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคจึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้อุตตรมาณพได้เห็นพระคุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝัก. และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้งสองกลับไปมา สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้งสองกลับไปมา ทรงแผ่พระชิวหาปิดมณฑลพระนลาตทั้งสิ้น.” (๓๓๕) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=13&A=9195&Z=9483 (หากใช้คำง่ายๆ ได้ดังนี้ “จากนั้นเขา, ได้เอาลิ้นออกมา, ตวัดไปมาเหนือหูสองข้างของเขา และตวัดไปมาเหนือรูจมูกของเขา และปกคลุมทั้งหน้าผากของเขาด้วยลิ้นของเขาเอง”) ว้าว, ถึงแม้จะมีรูปปั้นของพระพุทธเจ้าด้วยอากับกิริยาและท่าทางต่างๆ, ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นว่ามีรูปปั้นไหนจะเน้นถึงลักษณะทางกายวิภาควิทยาของเขาที่มีลิ้นใหญ่ยาวขนาดนั้น, แม้ว่าสิ่งนั้นได้มีในพระไตรปิฏก ในการตอบต่อคำถามของพระอานนท์เกี่ยวกับสาเหตุของแผ่นดินไหว (Gradual Sayings IV; หน้า 208-210), พระพุทธเจ้าให้แปดเหตุผลด้วยกัน ประการที่หนึ่ง คือ การอธิบายทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของโลก, ในขณะที่อีกเจ็ดเหตุผล พระพุทธเจ้ากล่าวว่า โลกตอบสนองด้วยการสั่นเมื่อ“การตรัสรู้”ที่หลากหลายประสบความสำเร็จมากมาย ในเหตุผลประการที่หนึ่งสำหรับแผ่นดินไหว, เราเห็นความแตกต่างบางอย่างแท้จริงระหว่างสิ่งที่เขาพูดกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่นี้รู้เกี่ยวกับโครงสร้างของโลกและสาเหตุต่างๆ ของการเกิดแผ่นดินไหว: “พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เหตุปัจจัย ๘ ประการนี้แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรอานนท์ แผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ สมัยนั้นลมพายุพัดจัด ลมพายุพัดให้น้ำไหว น้ำไหวแล้วทำให้แผ่นดินไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๑ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ” (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=6499&Z=6623) ตัวอย่างนี้และตัวอย่างอื่นๆ ที่ตามมา, ได้แสดงให้เห็นถึงการขาดความลงรอยกันกับ “ตามที่สิ่งเป็นจริง” (ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ชนิดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าอ้างว่าได้ให้ไว้) ในพระไตรปิฏก (Dialogues of the Buddha III), ได้บรรยายถึงบรรพบุรุษของมนุษย์ ผู้ซึ่งอายุยืนถึง ๘๐,๐๐๐ ปี, แต่โดยความชั่วทีละเล็กละน้อยหลายๆอย่าง, ช่วงอายุของพวกเขาถูกลดลงเหลือแค่สิบปีเท่านั้น และในช่วงนั้นซึ่งกล่าวว่า มนุษย์เหล่านั้นแต่งงานกันตอนอายุห้าขวบ สิ่งเหล่านี้อ้างชัดเจนถึงมนุษย์ในข้อความนี้, และไม่ได้กล่าวถึงลิง ดังนั้น, ด้วยการเพิ่มขึ้นในการดำเนินชีวิตทางศีลธรรม, มนุษย์ได้ถูกพูดว่า เพิ่มช่วงอายุของพวกเขาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเรื่องนี้เป็นเพียงแต่การเปรียบเทียบเท่านั้น, ทำไมข้อความจึงอ้างอิงถึงเมืองที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นส่วนของประวัติศาสตร์/คำพยากรณ์นี้: “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เมืองพาราณสีนี้ จัก เป็นราชธานีมีนามว่า เกตุมดี...” (๗๓) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=11&A=1189&Z=1702 เช่นเดียวกัน, ถ้านี่เป็นการเปรียบเทียบเท่านั้น, ดังนั้นการทำนายถึงพระศรีอริยเมตไตรยในอนาคต, ผู้ซึ่งถูกพูดว่าจะปรากฎเมื่อช่วงอายุของมนุษย์กลับคืนไปสู่ ๘๐,๐๐๐ ปี เป็นการเปรียบเทียบด้วย ใน “การอ้างตามความเป็นจริง” อย่างอื่น จากปากของคนที่ “ที่อ้างว่าไม่เคยตกไปสู่ความผิดพลาด” (Dialogues of the Buddha III, 25) พระพุทธเจ้าพูดว่า มีปลาในมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่, ที่ไหนก็ตามแต่ซึ่งมีความยาวตั้งแต่ ๑๐๐ – ๕๐๐ yojanas (ความยาว): “อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ ในมหาสมุทรนั้น คือ ปลาติมิ ปลามิงคละ ปลาติมิติมิงคละ พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายใหญ่ประมาณร้อยโยชน์ สองร้อยโยชน์ สามร้อยโยชน์ สี่ร้อยโยชน์ ห้าร้อยโยชน์ ก็มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้ข้อที่มหาสมุทรเป็นที่พำนักของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ ... ” (Book of Discipline V, 333) (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/ item.php?book=25&item=118&items=1&preline=8&pagebreak=1&mode=bracket) ตามคำอธิบายศัพท์ของ Pali Text Society, ๑ โยชน์ ๗ ไมล์ นั่นหมายความว่า ปลาที่ยาว ๕๐๐ โยชน์ ก็จะยาวถึง ๓๕๐๐ ไมล์ นั่นเป็นการอ้างอย่างสุดยอดเลยทีเดียว, ถ้าพิจารณาระยะนี้ก็จะยาวกว่าความกว้างของอเมริกาถึง ๗๐๐ ไมล์! เช่นเดียวกัน, มันจะเป็นปลาที่ไม่ได้สัดส่วน เนื่องจากว่าจุดลึกที่สุดของมหาสมุทรลึกประมาณ ๗ ไมล์, ซึ่งโดยความลึกเฉลี่ยประมาณ ๓ ไมล์ ในเล่มที่สี่ของ Book of Discipline, มีเรื่องราวต่างๆที่บอกชัดเจนว่า ความรู้ของพระพุทธเจ้าเทียบไม่ได้กับมาตรฐานความรู้สมัยใหม่, ซึ่งการรอบรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นการรอบรู้ที่น้อยกว่ามากกับการรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ในกรณีหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ให้การอนุญาตของเขาในการบริโภคเนื้อดิบและเลือดจากหมูว่า: “ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเพราะผีเข้า ... เธอเดินไปที่เขียงแล่หมู แล้วเคี้ยวกินเนื้อดิบ ดื่มกินเลือดสด อาพาธเพราะผีเข้าของเธอนั้น หายดังปลิดทิ้ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเนื้อดิบ เลือดสด ในเพราะอาพาธเกิดแต่ผีเข้า.’” http://www.84000.org/ tipitaka/pitaka1/v.php?B=05&A=775&Z=947 การรักษาที่อนุญาตโดยพระพุทธเจ้า, คือการให้วิญญาณ “ที่ไม่ใช่มนุษย์” (เช่น ปีศาจ, วิญญาณชั่ว) หมกมุ่นตนเองในเนื้อดิบและเลือดสดๆ มันจะชาญฉลาดไหม ที่มีโรคอะไรที่ซึ่งจะรับเอาแนวทางการรักษาอย่างนี้? ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ขับไล่วิญญาณชั่วผู้บุกรุกออกไปเสีย อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทำอยู่บ่อยๆ? ท้ายที่สุด, เนื่องจากทฤษฎีของวิวัฒนาการดูเหมือนว่าเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับศาสนาพุทธ (ไม่ต้องมีผู้สร้าง), นั่นหมายความว่า ศาสนาพุทธถูกต้องกว่าหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์หรือ? ประการที่หนึ่ง, พระพุทธเจ้าไม่ได้อธิบายถึงต้นกำเนิดสูงที่สุดและพูดว่าการพิจารณาถึงต้นกำเนิดเป็นหนึ่งในความพยายามที่ไร้ประโยชน์ในชีวิต แต่, ถ้าไม่มีผู้สร้าง, เราจะสามารถคาดหวังได้อย่างไรว่าโลกของเราจะมีศีลธรรม, ถ้าทุกสิ่งเกิดขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตผ่านความบังเอิญ, มีโครงสร้างสลับซับซ้อนที่ไม่มีใครออกแบบ, จะมีศีลธรรมได้อย่างไร เพราะว่าศีลธรรมไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้โดยบังเอิญและโดยไม่มีใครตั้งมาตรฐานไว้ หลักฐานสำหรับการวิวัฒนาการไม่ได้เพิ่มขึ้น, แต่กลับลดลง อย่างเช่น, ภาพเรียงที่มีชื่อเสียงที่แสดงถึงลิงที่เริ่มวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์, ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นการหลอกลวง, เป็นลิงอย่างเดียวเท่านั้น, หรือเป็นมนุษย์อย่างเดียวเท่านั้น, ซากฟอสซิลของสัตว์ผสมที่กำลังกลายรูปร่าง (The Missing Link) ที่เขากล่าวว่ากำลังเปลี่ยนรูปร่างนั้นก็ยังขาดไปอยู่ เวปไซท์ www.answersingenesis.org มีบทความ, เสียง, และภาพ ซึ่งนำเสนอโดยนักวิทยาศาสตร์ปริญญาเอก ผู้ที่เชื่อในการทรงสร้างตามพระคัมภีร์ไบเบิล, ได้เสนอถึงหลักฐานที่สนับสนุนพระผู้สร้างของโลกนี้ ในการที่จะขับไล่หลักฐานนี้ โดยปราศจากการตรวจสอบอย่างยุติธรรม ก็จะทำให้ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เสียเอง ควรหรือไม่ที่เราจะยอมรับบางสิ่ง เพียงแค่ว่ามันเป็นความคิดเห็นในยุคของเราหรือในการเห็นด้วยต่อศีลธรรมตามใจเราเองในชีวิต? บุคคลที่ตามเหตุผลไม่ได้ตามใจตัวเอง ควรจะเต็มใจที่จะตามหลักฐานว่าจะนำไปสู่ที่ใด, แม้สิ่งนั้นจะนำไปสู่พระเจ้า สิ่งที่เราเห็นในโลกนี้บ่อยครั้งไม่ยุติธรรม- คนชั่วร่ำรวยขึ้น, ‘คนดีตามมาตรฐานที่คนทั่วไปคิด’เผชิญความทุกข์ยากและอื่นๆ… แต่ว่าเราจำเป็นต้องรู้ถึงมุมมองของนิรันดร์, ซึ่งรวมทั้งวันแห่งการพิพากษาซึ่งพระเจ้าจะพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม ในการพิจารณาถึงการขาดการรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของศักยามุนี, ก็เป็นการยากที่จะแนะนำให้ไว้วางใจในการคาดการณ์ของเขาเกี่ยวกับอะไรที่ควรแก่การติดตามหรืออะไรที่ไม่ควรแก่การติดตาม ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของเราทำงานไม่ปกติ, เราต้องอ่านคู่มือการใช้งานจากบริษัทผู้สร้างหรือเรียกหาคนที่สร้างเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ในทำนองเดียวกัน, พระเจ้าผู้สร้างเรามีคำตอบสำหรับสถานการณ์ที่ยากลำบากในชีวิต มองไปยังศาสนาพุทธอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้, ถ้าศาสนาพุทธเป็นการเดินทาง, มันจะเป็นการเดินทางในที่ซึ่งแผนที่ประกอบด้วยคำอ้างเทียมเท็จต่างๆ, “ผู้ค้นพบ” การเดินทางนี้ก็ไม่ได้อยู่ข้างเราอีกต่อไปแล้วที่จะเสนอการช่วยเหลือใดๆ, และที่สุดของที่สุด คนหนึ่งก็ดับสลายเมื่อไปถึงจุดหมาย แม้ว่าศาสนาพุทธเป็นระบบที่น่าหลงไหล, มันนำคนออกจากทางของพระเจ้า ผู้ซึ่งพระองค์ทรงรักพวกเขา, มันนำคนออกจากชีวิตนิรันดร์ที่ไม่เสื่อมสลาย, และนำเราออกจากวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ให้แก่เรา– ชีวิตที่ได้รับการชำระจากความบาปและความสัมพันธ์กับพระผู้ทรงสร้าง– ทำให้เป็นไปได้, โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งรับการลงโทษแทนเราบนไม้กางเขน โดยไม่ใช่จากการชำระตัวเราด้วยความดีของเราเอง ในการปฏิเสธสิ่งนี้ ก็เป็นการปฏิเสธแผนที่ที่แท้จริงที่ไปสู่สวรรค์21, ความช่วยเหลือสำหรับการเดินทาง, และผู้นำทางที่ซึ่งไม่ให้เราล้มเหลว ในการยอมรับและรับเอาสิ่งนี้ก็เป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์แห่งความไว้วางใจกับพระผู้ทรงสร้างของเรา “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ แต่ผู้ที่มิได้เชื่อก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดจากพระเจ้า” (ยอห์น ๓:๑๖-๑๘) มีหลายสิ่งที่คนตายไม่สามารถทำได้ พระพุทธเจ้าตายไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่คนตายไม่สามารถทำได้คือ ช่วยจิตวิญญาณของคนให้รอด แต่พระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่และสามารถชำระจิตวิญญาณของเราและพาเราไปสู่สวรรค์ ถ้าเราเชื่อในพระองค์ นั่นก็เพราะว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า, เป็นพระผู้สร้างของเราและเป็นผู้ที่จะพิพากษาเราตามพื้นฐานพระวจนะของพระองค์, เมื่อเราตายไป 9. ประวัติศาสตร์ของพระไตรปิฏกเชื่อถือได้หรือ? พระธรรมในพระไตรปิฏกซึ่งได้ถูกเขียนลงในภายหลังอย่างช้ามาก, และพระธรรมของนิกายอื่นทางศาสนาพุทธได้ถูกจัดทำขึ้นและเขียนลงในภายหลังช้ากว่าอีก พระไตรปิฏกได้ถูกเขียนลงประมาณ ๗๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช ที่ ศรีลังกา (Veidlinger, ๒๓) : “นักวิชาการหลายคนในปัจจุบันเชื่อว่าถ้อยคำจากพระไตรปิฏกภาษาบาลีได้ถูกส่งผ่านจากปากต่อปากประมาณ ๔๐๐ ปี, จากช่วงเวลาจากจุดกำเนิดจนถึงช่วงศตวรรษแรกในยุคก่อนคริสต์ศักราช” (Veidlinger, ๒) เรื่องราวชีวิตของพระเยซูคริสต์ ได้ถูกเขียนลงไม่นานหลังจากพระเยซูเสร็จกลับสวรรค์ เรื่องราวไม่ได้ส่งผ่านแบบปากต่อปาก เอกสารได้ถูกเขียนลงโดยสาวกของพระเยซูและต้นฉบับเอกสารที่เขียนด้วยมือเหล่านี้ได้กระจายไปทั่วอาณาจักโรมันและมากไปกว่านั้น ส่วนอื่นของพระคัมภีร์ไบเบิลได้ถูกเขียนผ่านในช่วงชีวิตของผู้พยากรณ์ที่ซึ่งพระเจ้าได้มอบข้อความเหล่านี้แก่พวกเขา-- ตัวอย่างเช่น โมเสสได้พยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ประมาณ ๑๕๐๐ ปีก่อนที่พระเยซูจะทรงสภาพร่างกายมนุษย์; ดาวิดพยากรณ์เกี่ยวกับไม้กางเขนประมาณ ๑๐๐๐ ปี ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จมาสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของพวกเรา; และอิสยาห์พยากรณ์เกี่ยวกับพระเยซูที่จะเกิดจากหญิงที่ไม่ได้เพศสัมพันธ์มาก่อน ประมาณ ๗๐๐ ปีก่อนเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น มันมีช่วงห่างของเวลามากจากช่วงเวลาที่จะเขียนจนถึงช่วงเวลาที่เอกสารต้นฉบับที่เขียนด้วยมือที่ยังหลงเหลืออยู่ของพระไตรปิฏก Veidlinger เขียนว่า : “เทคนิคการเขียนเอกสารภาษาบาลีตามประเพณีในโลกเถรวาทส่วนใหญ่ ปรากฏให้เห็นต้นฉบับที่เขียนด้วยมือในศตวรรษที่ ๑๙ ต้นฉบับที่เขียนด้วยมือภาษาบาลีที่เก่าแก่ที่สุดถูกพบย้อนหลังในช่วงศตวรรษที่ ๖ มันประกอบขึ้นด้วยการคัดเลือกจากบางส่วนต้นฉบับที่เขียนด้วยมือเท่าที่มีอยู่แรกเริ่มจากศรีลังกาเป็นของ Samuttanikaya จากปีคริสต์ศักราช ๑๔๑๑” (๑๔-๑๕) ในทำนองเดียวกัน Hinuber ได้ยืนยันสถานการณ์ด้วยการเขียนว่า “การทำต่อต้นฉบับที่เขียนด้วยมือด้วยเล่มที่สมบูรณ์ได้พึ่งเริ่มขึ้นในช่วงปลายคริศต์ศตวรรษที่ ๑๕ ด้วยเหตุนี้ แหล่งที่มาที่สามารถใช้ได้มีขึ้นมาทันทีในเชิงอักษรศาสตร์สำหรับเถรวาท ซึ่งแยกออกจากพระพุทธเจ้าเกือบมาประมาณ ๒,๐๐๐ ปี” (๔) คำที่ว่า “เล่มที่สมบูรณ์” ในที่นี้หมายถึง แต่ละส่วนของเล่มในพระไตรปิฏก ถ้าเราระบุวันตายของพระพุทธเจ้าประมาณ ๔๑๐ ปี ก่อนคริสต์ศักราช โดยเห็นพ้องร่วมกันโดยนักวิชาการสมัยใหม่, ฉะนั้นช่วงห่างระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระไตรปิฏกฉบับสมบูรณ์ในรูปแบบเอกสารที่เขียนด้วยมือนั้นมากกว่า ๒,๐๐๐ ปี ในความแตกต่าง, เรามีแต่ละเล่มของพันธสัญญาใหม่ในรูปแบบของต้นฉบับที่เขียนด้วยมือจากประมาณ ๑๕๐ ปีหลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากความตาย (ถึงแม้ว่าจะมีบางชิ้นส่วนก่อนหน้านั้น) และพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับสมบูรณ์ที่เขียนด้วยมือประมาณ ๓๐๐ ปี หลังจากพระเยซูฟื้นคืนชีวิต เรามีแต่ละเล่มของพันธสัญญาเก่าจากประมาณ ๒๐๐ ปี ก่อนคริสต์ศักราชจากถ้ำในทะเลตาย (Dead Sea) ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ พระไตรปิฏกได้ถูกเขียนลงบนหินในพม่า... “กษัตริย์มินดง... ได้ครอบครองสภาศาสนาพุทธที่ห้าในมัณฑะเลย์ (Mandalay) เขาได้สร้างหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปีคริสต์ศักราช ๑๘๖๘, พระไตรปิฏก, ๗๒๙ หน้าของพระไตรปิฏกศาสนาพุทธ จารึกลงในหินอ่อนและหินแผ่นแบนในสถูปเล็กๆ” http://en.wikipedia .org/wiki/Mindon_Min อย่างไรก็ตาม “เขียนลงบนหิน” เป็นสำนวนสำหรับบางอย่างที่แท้จริงและแน่นอน, Trevor Ling เขียนเกี่ยวกับโครงการของกษัตริย์มินดง ว่า, “ผิดพลาดในการแกะสลักตัวหนังสือซึ่งจำเป็นต้องทำการปรับปรุงแก้ไข...” (๑๒๔) การปรับปรุงแก้ไขนี้กระทำอยู่ในช่วงเวลาสภาศาสนาพุทธที่หก (ปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๔-๑๙๕๖) ในพม่า ในประวัติศาสตร์ศรีลังกา [ที่ซึ่งพระไตรปิฏกได้ถูกขียนลง (๗๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช), และที่คำอธิบายได้ถูกเรียบเรียง (ประมาณ๕๐๐ ปี หลังคริสต์ศักราช)], โดยถ้อยคำได้ผ่านการกวาดล้างใน คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒: “ เมื่อ กษัตริย์ Parakramabahu ที่ ๑ (ปีคริสต์ศักราช ๑๑๕๓ – ๑๑๘๖) ปฏิรูปศาสนาพุทธในซีลอนช่วงคริศต์ ศตวรรษที่ ๑๒, พระจาก Abhayagiri- และ Jetavana-vihara ได้บวชอีกรอบตามประเพณีมหาวิหาร เพราะฉะนั้น, ถ้อยคำเดิมของพวกเขา ก็ค่อยๆ เลือนหายไป, และมีแค่ ถ้อยคำแบบเถรวาทที่หลงเหลืออยู่เหล่านั้นในวัดอารามเพียงแห่งเดียว, มหาวิหาร” (Hinuber, ๒๒) มองถัดไปในประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าไว้วางใจของพระไตรปิฏก, คำถามสำคัญที่น่าจะถามคือ, “พระพุทธเจ้ามีอำนาจที่จะสอนบนประเด็นจิตวิญญาณตั้งแต่แรกหรือไม่?” เป็นเพียงแค่มนุษย์ (ที่ซึ่งมีความรู้จำกัดมาก), และตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่คนตาย, เขาแค่ระทมทุกข์ไม่มีสิทธิ์ให้คำแนะนำในหัวข้อที่สุดของที่สุดต่างๆ (เช่น ที่ไหนที่คุณจะใช้ชีวิตชั่ว นิรันดร์? อะไรคือจุดประสงค์ในชีวิตของคุณ? คุณมาจากไหน?) ในข้อเท็จจริงพระพุทธเจ้าบ่อยครั้งที่จะเอาความสนใจของผู้คนออกไปจากหัวข้อสำคัญเหล่านั้นเพื่อที่จะมุ่งความสนใจของผู้คนไปยังชีวิตในทางโลกมากกว่าหัวข้อชั่วนิรันดร์ มีเพียงแค่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ทุกอย่าง, และผู้ซึ่งมีพลังเหนือความตาย, และผู้ซึ่งเป็นผู้ทรงสร้างและเป็นเจ้าของโลกใบนี้, มีสิทธิอำนาจที่จำเป็นในการสอนความจริงแก่จิตวิญญาณผู้คน นี่เป็นสามเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงการพูดเกินความจริงบางอย่างที่ใช้ในพระไตรปิฏก ในพระวินัยปิฏกของพระไตรปิฏก, เรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อได้ถูกบอกเพื่ออธิบายว่าผู้ที่ได้รับสิทธิให้เป็นพระทั้งหลายต้องได้ถูกถามว่าพวกเขาเป็นมนุษย์หรือไม่ ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับงูนาคนี้, กลายร่างให้ดูคล้ายคนและกลายเป็นพระ: “ในวันหนึ่ง, พระรูปอื่นลุกขึ้นกลางดึก, ไปถึงยามเช้า, และออกไปด้านนอกเพื่อฝึกการเดินจงกรม นาค, ได้รู้สึกว่าเพื่อนร่วมกุฎิได้ออกไป, จึงนอนหลับ, และในการนอนหลับนั้นเขาได้เปลี่ยนร่างเป็นร่างเดิม ร่างงูของเขาเต็มไปทั่วทั้งห้อง, และร่างที่ม้วนเป็นวงของเขาได้ออกมานอกหน้าต่าง ในเวลานั้น, เพื่อนร่วมห้องของเขา, คิดว่าเขาน่าจะกลับเข้าไปในกุฎิ, เปิดประตูและได้เห็นห้องที่เต็มไปด้วยงู... หวาดกลัว เมื่อเห็น, เขาร้องลั่น...” (Strong, ๑๙๙๕; หน้า ๖๒) ใน Udana ของพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้าได้ถูกพูดว่าได้ถูกปกคลุมป้องกันฝนโดยนาคตัวใหญ่: “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ควงไม้มุจลินท์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุติสุขด้วยบัลลังก์อันเดียวตลอด ๗ วัน สมัยนั้น อกาลเมฆใหญ่บังเกิดขึ้นแล้ว ฝนตกพรำตลอด ๗ วัน มีลมหนาวประทุษร้าย ครั้งนั้นแล พระยามุจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตน มาวงรอบพระกายของพระผู้มีพระภาคด้วยขนดหาง ๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่เบื้องบนพระเศียรด้วยตั้งใจว่า ความหนาวอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค ความร้อนอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาคครั้นพอล่วงสัปดาห์นั้นไป พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้น ครั้งนั้นพระยามุจลินทนาคราชทราบว่าอากาศโปร่ง ปราศจากเมฆแล้วจึงคลายขนดหางจากพระกายพระผู้มีพระภาค นิมิตเพศของตนยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคอยู่ ฯ” http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=1699&Z=1721 ปรากฏการณ์ไม่น่าเชื่อเรื่องอื่นในพระไตรปิฏก, ที่ซึ่งควรจะมีอยู่ตราบจนทุกวันนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตราบเท่าที่โลกนี้ยังอยู่”) เป็นดั่งบ้านที่ไม่มีหลังคา, ที่ซึ่งไม่เคยรับน้ำฝน: “....มีเรื่องราวใน มัชฌิมนิกาย (Middle Length Saying) ที่มีพระบางรูปที่ได้ ‘ยืม’ หลังคาของบ้านช่างทำหม้อเพื่อที่จะมาซ่อมหลังคาวัดอาราม แต่แทนที่ควรจะโกรธที่หลังคาของพวกเขาได้แยกออกไป,ช่างทำหม้อและพ่อแม่ตาบอดของเขาได้ซาบซึ้งด้วยความปิติยินดีซึ่งที่ไม่อาจพรรณนาได้เป็นเวลา ๗ วัน เวลานั้นตามด้วยกฎเหตุและผลในปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้เป็นขึ้นมา เปียกโชกไปทั้งหมู่บ้านหรือทั้งประเทศโดยฝนตกอย่างมโหฬาร, แต่ไม่มีสักหยดเดียวที่ตกลงบนบ้านที่ไร้หลังคานั้น และนี่เป็นการดลบันดาลให้ตำแหน่งของบ้านของ Gati Kara ในสภาพนั้นอยู่อย่างนั้นตราบเท่าที่โลกยังดำรงอยู่” (King, ๑๒๑) ผู้แต่ง ได้ประยุกต์เรื่องราวสมัยใหม่จากการเขียนข้างบนนี้: “สถานที่นี้น่าจะอยู่สักแห่งในบริเวณใกล้เคียงของเมืองชั่วนิรันดรของ Benares รัฐบาลอินเดียควรจะหา, โดยเฉพาะ Mr. Nehru ผู้ซึ่งเคารพศาสนาพุทธ นี่เป็นภารกิจง่ายๆ ในทุกๆรัศมีของหนึ่งพันไมล์รอบๆ Benaresที่ซึ่งหัวหน้าผู้ใหญ่ของทุกๆหมู่บ้านรอบๆสามารถถามอย่างละเอียดละออและพยามยามที่จะหาสถานที่ที่น่าพิศวงเยี่ยงนั้นเมื่อหากมันถูกพบจะกระทบต่อศาสนาพุทธเหนือมนุษยชาติอย่างใหญ่โตและรายได้จากนักท่องเที่ยวจะล้นหลามเข้ามาในอินเดียอย่างงดงาม” (King, ๑๒๑) ตัวอย่างต่อไปในประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอนคือมิลินทปัญหา (การอภิปรายของกษัตริย์มลินท์), ที่ซึ่งชาวพม่าเห็นว่าควรอยู่ในพระไตรปิฏก Hinuber เขียนว่า, “ถึงแม้ว่า Menandros เป็นบุคคลตามประวัติศาสตร์, Mil [มลินทปัญหา] เป็นเอกสารที่ไม่ได้ตามประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง: กษัตริย์มิลินท์พูดกับหกคนที่สอนผิด, ผู้ซึ่งเป็นบุคคลร่วมยุคร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า (!)” (๘๓) Mendaros ได้แยกประวัติศาสตร์จากพระพุทธเจ้าประมาณ ๒๕๐ ปี สำหรับตัวอย่างมากกว่านี้ในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอน, กรุณาดูใน ภาคผนวก ๑, เกี่ยวกับอโศกมหาราช ในอีกด้านหนึ่ง, ยกตัวอย่างเช่น ลูกา, ซึ่งปรากฏเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลได้ถูกพิสูจน์ความจริง ที่แม้ว่ามีการตรวจสอบทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่หนาแน่นโดยผู้ที่คัดค้านต่อเรื่องราวนี้ ครึ่งหนึ่งของหนังสือแบบเฉพาะทางกึ่งหนึ่ง บนหนังสือของ Colin Hermer…“Acts in a Setting of Hellenic History” ที่ซึ่งเรียกว่าประวัติศาสตร์ของพระธรรมศาสนาพุทธนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พระไตรปิฏกนั้นประกอบบางส่วนที่เต็มไปด้วยตำนานดังนั้นพระธรรมเหล่านั้นไม่ได้ถูกเอามาทำอย่างถูกต้องเมื่อมันมาโดยรายงานทางกายภาพที่ว่า “ตามที่สิ่งเป็นจริง, (the way thing are,)” เมื่อนั้น ทำไมในโลกนี้ที่ใครก็ตามอยากที่จะเชื่อพระธรรม เมื่อมันมาถึงจิตวิญญาณชั่วนิรันดร์ของพวกเขา? น่าเศร้าใจและในทางกลับกัน, แทนที่การขาดความน่าเชื่อถือในพระธรรมของพวกเขา, ทำให้ชาวพุทธแสวงหาพระเจ้า, พวกเขาหันไปในทางเอนเอียงพึ่งตัวเขาเอง- ตัวเองที่ตามคำสอนของพวกเขาเองนั้นไม่คงทนและเปลี่ยนแปลงตลอด 10. คุณอยากรู้ไหมว่าพระคัมภีร์ไบเบิลพูดอะไรเกี่ยวกับชีวิต? จุดมุ่งหมายในชีวิตคือรักพระเจ้าและรักผู้คน : “พระเยซูทรงตอบเขาว่า,‘จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’นี่แหละเป็นพระบัญญัติข้อต้นและข้อใหญ่ ข้อที่สองก็เหมือนกันคือ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’พระราชบัญญัติและคำพยากรณ์ทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้” (มัทธิว ๒๒:๓๗-๔๐) การรักพระเจ้านั้นต้องการความเชื่อ: “แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาหาพระเจ้าได้นั้นต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่ปลงใจแสวงหาพระองค์” (ฮีบรู ๑๑:๖) ความเชื่อนี้มีพื้นฐานมาจากหลักฐานที่พระเจ้าให้แก่เรา, ไม่ใช่ความเชื่อที่ตาบอด พร้อมกับความเชื่อในพระเจ้า, จะต้องมีความยำเกรงพระเจ้าด้วย: “ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็นที่เริ่มต้นของปัญญา และซึ่งรู้จักองค์บริสุทธิ์เป็นความเข้าใจ”(สุภาษิต ๙:๑๐) แทนที่จะยำเกรงพระเจ้า, ชาวพุทธลงเอยด้วยการอยู่ในความกลัว ภูต ผี ปีศาจ และต้องผูกมัดในความเป็นทาสที่ต้องทำให้วิญญาณเหล่านั้นพอใจอยู่เสมอ การรักพระเจ้าหมายถึงการมาหาพระองค์อย่างถ่อมตัว: “...พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม” (ยากอบ ๔:๖) “...เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว ๑๘:๓) แทนที่ของการสรรเสริญพระเจ้า, ชาวพุทธตามจิตนาการที่ไร้สาระโดยสรรเสริญแก่การทำสมาธิและนึกภาพของชีวิตก่อนหน้านี้ตามจินตนาการ: “เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป” (โรม ๑:๒๑-๒๒) ในการเริ่มความสัมพันธ์กับพระเจ้า ผู้นั้นต้องมีการสำนึกผิดครั้งแรก– หันหลังจากความผิดและความบาป, และหันไปสู่ทางของพระเจ้าที่ได้ทรงเปิดเผยไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล “และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา” (ยอห์น ๑๗:๓) รู้จักพระเจ้าเป็นเป้าหมาย นี่คือความสัมพันธ์ การเสนอการให้อภัยบาปของพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้รับโดยความสมควรของเราเอง, หรือเป็นสิ่งที่เราเรียกร้องตามสิทธิได้, แต่เป็นของประทานที่ให้เปล่าๆแห่งความเมตตาสำหรับผู้ที่ตระหนักถึงขอบเขตการละเมิดต่างๆของพวกเขาและได้กลับใจและไว้วางใจในพระเจ้าอย่างแท้จริง, และไม่ได้พึ่งในตัวของพวกเขาเอง: “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (เอเฟซัส ๒:๘-๙) ชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น “และพยานหลักฐานนั้นก็คือว่า พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์แก่เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่มีชีวิต” (๑ ยอห์น ๕:๑๑-๑๒) พระพุทธเจ้าได้ให้คำโกหกแก่ผู้คนแทนที่ความจริงและผลลัพธ์กลับเป็นเรื่องน่าเศร้าในฝ่ายจิตวิญญาณ: “เพราะเจ้าได้กระทำให้คนชอบธรรมท้อใจด้วยการมุสา ทั้งที่เราไม่ได้กระทำให้เขาเศร้าใจเลย และเจ้าได้ทำให้มือของคนชั่วแข็งแรงขึ้น เพื่อมิให้เขาหันกลับจากทางชั่วของเขา โดยสัญญาว่าเขาจะได้ชีวิตรอด”(เอเสเคียล ๑๓:๒๒) แทนที่จะอยู่ในการดูแลของผู้เลี้ยงแกะที่เปี่ยมไปด้วยรัก (พระเยซู), ชาวพุทธได้ถูกทิ้งไว้ในการมีอยู่ของปีศาจ, งูใหญ่ (งูนาคที่ศาสนาพุทธยกย่อง, แต่ซึ่งที่จริงแล้วมันคือปีศาจ) “พญานาคใหญ่ซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ที่เขาเรียกกันว่า พญามารและซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลก พญานาคและพวกทูตของมันก็ถูกผลักทิ้งลงมาในแผ่นดินโลก” (วิวรณ์ ๑๒:๙) พูดอย่างง่ายมาก, คนตาย (พระพุทธเจ้า) ไม่สามารถช่วยใครได้ ที่จะหาคำตอบเกี่ยวกับคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิต: ฉันมาจากไหน? ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่? ฉันจะไปที่ไหนเมื่อฉันตายไป? พระคัมภีร์ไบเบิลสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ พระเยซูคริสต์ยังมีชีวิตอยู่ พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย คุณต้องการที่จะคืนดีกับผู้สร้างของคุณ ผู้ซึ่งรักคุณ, ถึงแม้ว่าคุณมีบาปต่อพระองค์? ถ้าคุณต้องการ, คุณสามารถเริ่มโดยการสารภาพบาปของคุณแก่พระองค์, ซึ่งประกอบด้วยบาปที่ละเลยพระองค์และไม่ให้เกียรติแก่พระองค์ ที่พระองค์ควรจะได้รับ "ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น" (๑ ยอห์น ๑:๙) พระเจ้าต้องการให้ทุกคนเชื่อในพระเยซูคริสต์และเช่นนี้ มีความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับพระเจ้า แต่การเลือกนั้นอยู่ที่คุณ คุณจะตอบสนองต่อความรักของพระเจ้าไหม? คุณจะมาถึงพระองค์อย่างถ่อมตัวไหม? คุณจะมอบชีวิตให้แก่พระองค์, ด้วยความเชื่อ-เหมือนเด็กเล็ก ไหม? เกี่ยวกับหลักฐานทางโบราณคดีที่สนับสนุนเรื่องราวของพระคัมภีร์ไบเบิล, Mark Cahill พูดว่า, “มีมากว่า ๒๕,๐๐๐ ชิ้นทางโบราณคดีที่หาพบที่สนับสนุนในเรื่องของ บุคคล, คำเรียกของพวกเขา, และสถานที่ที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์ไบเบิล Nelson Glueck, นักโบราณคดีที่มีชื่อเสียงชาวยิว, เขียนว่า‘มันสามารถกล่าวได้อย่างเด็ดขาดว่าไม่มีการค้นพบทางโบราณคดีใดที่โต้แย้งการอ้างถึงในพระคัมภีร์ไบเบิลเลย’” (Cahill 65) “Lionel Luckhoo (๑๙๑๔-๑๙๗๗) เป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงและภายหลังเป็นผู้ประกาศคำสอนของพระเยซูคริสต์, ผู้ที่ซึ่ง หนังสือบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ (Guiness Book of World Records) ในรายชื่อผู้ชนะการตัดสินให้พ้นโทษในการสอบสวนคดีฆาตกรรม ติดๆกันมากที่สุด, ถึง ๒๔๕ ครั้ง... ‘ผม(Lionel) ใช้เวลากว่า ๔๒ ปี ในการเป็นทนายต่อสู้คดีในหลายๆแห่งของโลกและผมยังคงปฏิบัติอยู่อย่างนั้น ผมพูดไม่อ้อมแอ้มในหลักฐานการฟื้นคืนชีวิตของพระเยซูคริสต์เจ้าที่ทรงอานุภาพที่มันพลังดันความยอมรับโดยการพิสูจน์ซึ่งทิ้งไว้ด้วยความแน่นอน ซึ่งไม่มีห้องให้สำหรับความไม่แน่ใจ’” http://www.conservapedia.com/Lionel_Luckhoo พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในเนื้อหนัง พระเยซูเป็นผู้ทรงสร้างจักรวาล พระองค์อยู่ร่วมกับพวกเรามาเป็นเวลา ๓๓ ปี, ทรงทำอัศจรรย์, ทรงรักษาผู้คน, ขับผีปีศาจ, สอนด้วยสิทธิอำนาจ, ถูกตรึงกางเขน, ถูกวางในอุโมงค์, และทรงเป็นขึ้นจากความตายในวันที่สาม สาวกของพระองค์ยืนยันเป็นพยานของการฟื้นคืนชีวิตของพระองค์ด้วยหยาดโลหิตของเขาที่มาจากการข่มเหง คำพยากรณ์หลายร้อยคำมาก่อนพันธกิจของพระเยซูคริสต์และถูกทำให้สำเร็จด้วยพระองค์ คำพยากรณ์ส่วนมากนี้ ได้ถูกให้ไว้ก่อนพระพุทธเจ้าจะเกิด พระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นคนตายเหมือนผู้นำศาสนาคืนอื่น, แต่ว่าพระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ พระองค์เป็นผู้เดียวที่มีสิทธิอำนาจในการชำระล้างเราจากความบาปและรับเราสู่สวรรค์ แต่, ผู้ใดที่ปฏิเสธพระองค์เป็นการปฏิเสธความจริง ที่ผู้นั้นชื่นชอบคำเท็จมากกว่า คุณรักความจริงไหม? พระเยซูตรัสว่า “และท่านทั้งหลายจะรู้จักความจริง และความจริงนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไทย” (ยอห์น ๘, ๓๒) พระเยซูเป็นทางนั้น, เป็นความจริงและเป็นชีวิต คุณตั้งใจที่จะตามพระเยซูคริสต์ไม่ว่าอะไรก็ตามหรือไม่? อย่างไรก็ตามความรอดเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้ฟรี, แต่มีการเสียสละบ้างเพื่อยอมให้พระเจ้าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา, อย่างเช่นสูญเสียการยอมรับจากผู้คนรอบตัวเรา แต่มีการสูญเสียที่ใหญ่กว่าสำหรับการละเลยและไม่ยอมรับรู้ทางของพระเยซู-- คนอย่างนั้นไม่รู้จักเจ้าของสวรรค์และเขาจะไม่ได้ไปสวรรค์ ได้รับการยอมรับจากพระเจ้าเป็นการยอมรับที่สำคัญที่สุดที่คุณจะได้รับ คุณประสงค์ที่จะวางความเชื่อของคุณในองค์พระเยซูคริสต์วันนี้หรือไม่? References Cahill, M. (2005). One Heartbeat Away: Your Journey Into Eternity. Rockwall: BDM Publishing. Childers, R.C. (1979). A Dictionary of the Pali Language. New Delhi: Cosmo Publications. Herman, A.L. (1996). Two Dogmas of Buddhism. In Pali Buddhism Hoffman, F.J., Mahinda, D. (Eds.) Surrey: Curzon Press. Hinuber, Oskar. (1996). A Handbook of Pali Literature. Berlin: Walter de Gruyter. Jones, J.G. (1979). Tales and Teachings of the Buddha: The Jataka Stories in relation to the Pali Canon. London: George Allen & Unwin. Keown, D. (2000). Buddhism: A very short introduction. Oxford: Oxford University Press. King, W.L. (1989). A Thousand Lives Away: Buddhism in contemporary Burma. Berkeley: Asian Humanities Press. Ling, Trevor. (1979). Buddhism, Imperialism and War. London: George Allen & Unwin. Odzer, C. (1998). Abortion and Prostitution in Bangkok. In Buddhism and Abortion. Keown, D. (Ed.). Great Britain: Macmillan Press Ltd. Rahula, W. (1999). What the Buddha Taught. Bangkok: Haw Trai Foundation. Robinson, R.H., Johnson, W.L., Wawrytko, S.A., & DeGraff, G. (1997). The Buddhist Religion: A Historical Introduction. Belmont: Wadsworth Publishing Company. Schaeffer, F. (1972). He Is There And He Is Not Silent. London: Hodder and Stoughton. Strong, J.S. (1995). The Experience of Buddhism: Sources and Interpretations. Belmont: Wadsworth Publishing Company. Swearer, D.K. (1995). The Buddhist World of Southeast Asia. Albany: State University of New York Press. The Pali Canon: Pali Text Society Version. Abbreviations of Pali Text Society books, with Pali titles in parentheses: V = Book of Discipline (Vinaya Pitaka); GS = Gradual Sayings (Anguttara Nikaya); D = Dialogues of the Buddha (Digha Nikaya); KS = Kindred Sayings (Samyutta Nikaya); MLS = Middle Length Sayings (Majjhima Nikaya); JS(S) = Jataka Stories (Jataka). Vajiranana, P. (1987). Buddhist Meditation in Theory and Practice: A General Exposition According to the Pali Canon of the Theravada School. Kuala Lumpur: Buddhist Missionary Society. Veidlinger, D.M. (2006). Spreading the Dhamma: Writing, Orality and Textual Transmission in Buddhist Northern Thailand. Bangkok: O.S. Printing House. Websites http://en.wikipedia.org/wiki/Basic_Points_Unifying_the_Theravada_and_the_Mahayana http://www.comparativereligion.com/reincarnation1.html http://www.buddhistische-gesellschaft-berlin.de/downloads/brokenbuddhanew.pdf http://www.buddhapadipa.org/plinks/MHAR-6ELBY2 http://en.wikipedia.org/wiki/Mindon_Min http://www.accesstoinsight.org/tipitaka/kn/ud/ud.2.01.irel.html http://www.answersingenesis.org http://www.conservapedia.com/Lionel_Luckhoo สิบคำถามสำหรับเพื่อนที่เป็นชาวพุทธ โดย สก๊อต โนเบิล ( [email protected] ) 27 พฤศจิกายน 2014 แปลโดย วีรวัจน์ เกียรติกุลพัฒนา ([email protected])
April 3, 2025
สำหรับเอกสารนี้ผมจะเน้นดูที่พุทธศาสนาแบบเถรวาท(หินยาน), เพราะว่าพุทธศาสนานิกายนี้, พบส่วนใหญ่ใน ศรีลังกา, ไทย, พม่า, กัมพูชา และ ลาว, ซึ่งอ้างว่ามีความคล้ายคลึงกับคำสอนต้นฉบับของพระพุทธเจ้าศักยามุนี1 ที่ใกล้เคียงมากที่สุด นิกายอื่นๆ ก็อ้างอย่างนี้เช่นกัน, แต่กล่าวตามประวัติศาสตร์แล้ว (ไม่ใช่กล่าวตามความลึกลับ), นิกายเถรวาทดูเหมือนว่ามีหลักฐานมากที่สุดที่อ้างว่าคล้ายกับคำสอนของพระพุทธเจ้า มากมายของสิ่งที่ได้เขียนเกี่ยวกับพุทธศาสนาแสดงให้เห็นถึงภาพคำสอนศาสนาพุทธที่ดูดีเลิศและพูดถึงแค่บางส่วน นี่เป็นสิ่งยากที่จะหลีกเลี่ยงเพราะหัวข้อกว้างใหญ่มาก, แต่มีหลายคนจดจ่อในทางแง่บวกต่างๆของพุทธศาสนา, โดยละเว้นหัวข้อที่ยากกว่า ในเอกสารฉบับนี้ผมไม่ได้อ้างว่าจะให้การบรรยายภาพที่ครอบคลุมทั้งหมด, แต่ผมจะพยายามที่จะเน้นถึงบางอย่างที่รู้จักกันน้อยและเป็นปัญหาของศาสนาพุทธ, เพื่อแสดงให้เห็นว่ามันเป็นระบบที่ชวนให้หลงใหล, แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยใครเติมเต็มจุดหมายในชีวิตได้ ผมจะทำการเปรียบเทียบบางส่วนระหว่างศาสนาพุทธแบบเถรวาทกับศาสนาคริสต์ตามหลักการของพระคัมภีร์ไบเบิลด้วย เอกสารนี้จะนำเสนอภายใต้แปดหัวข้อย่อย, คือ ไม่มีวิญญาณ (อนัตตา)2, การเกิดใหม่, นิพพาน, กรรม, ผู้หญิง, การทำสมาธิ, วิทยาศาสตร์และพระเจ้า นักปรัชญาชื่อ เรอเน เดการ์ต (René Descartes) เป็นที่รู้จักในวลีที่ว่า, “เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่” แต่พุทธศาสนาได้สรุปอย่างตรงข้ามด้วยแนวคิดที่ว่า “ฉันไม่ได้เป็น” ในหนังสือของ จอห์น การ์เรต โจนส์ (John Garrett Jones) พูดว่า,“นิทานชาดกและคำสอนของพระพุทธเจ้า: นิทานชาดกในความสัมพันธ์กับพระไตรปิฎก,” โจนส์ได้มองไปถึงคำสอนต่างๆของพระพุทธเจ้า, อย่างที่เห็นในนิทานชาดก3, และเปรียบเทียบกับ ๔ นิกาย4 ดั้งเดิมที่อยู่ในพระไตรปิฎก5 I.B. Horner, อดีตประธานสมาคมพระไตรปิฎก (Pali Text Society), ได้ให้คำแนะนำในส่วนคำนำของหนังสือของโจนส์ว่า: “คุณโจนส์มีความช่ำชองในเรื่องชาดกและพระไตรปิฎกทั้งสอง, ดังนั้นจึงสามารถที่จะเขียนออกมา ไม่ใช่ด้วยความเรียบง่ายที่ชัดเจนเท่านั้น แต่ด้วยความเหมาะสมและแม่นยำและคำอ้างอิงที่น่าเชื่อถืออีกด้วย” (vii) โจนส์ในบทหนึ่งเกี่ยวกับการเกิดใหม่, ซึ่งเอ่ยถึงหลักคำสอนของ “การไม่มีวิญญาณ,” ตามความเชื่อดั้งเดิมบอกว่า, วิญญาณต่างๆ ไม่ได้เกิดใหม่, เพราะว่าพุทธศาสนาไม่ได้เชื่อว่ามีวิญญาณถาวร: “การมีสติสัมปชัญญะ (วิญญาณ) เป็นหนึ่งใน ๕ ขันธ์6 ซึ่งจะสลายเมื่อตายไป ขาดจากพื้นฐานทางกายภาพ, หรือ, ถ้าเราอยากจะพูดว่า, ความสัมพันธ์ทางกายภาพ, มันจะสามารถมีชีวิตรอดจากความตายได้อย่างไร? ใน มัชฌิมนิกาย [เล่มที่หนึ่งหน้า 313, 320f ฉบับภาษาอังกฤษ] ในความจริงโคตมพุทธเจ้าได้ปฏิเสธอย่างแรงกล้าต่อ‘ความคิดนอกรีต’แห่งความมีสติที่ยืนหยัด(๓๔) หลักคำสอนเรื่อง “การไม่มีวิญญาณ” ทำลายรากฐานของนิทานชาดกทั้งหมด, เพราะมันอ้างว่าเป็นเรื่องการเกิดใหม่ของพระพุทธเจ้าศักยามุนี ถ้าไม่มีวิญญาณ, อะไรคือจุดเชื่อมโยงระหว่างชีวิตหนึ่งไปยังอีกชีวิตหนึ่ง? คำตอบที่มักจะให้แก่คำถามนั้นคือกรรมที่เราได้แบกรับยังชีวิตต่อไป แต่, “กรรม” นี้ยึดตัวกับอะไร, ถ้าไม่ใช่กับคนที่สมควรจะได้รับกรรมนั้น? Daniel J. Gogerly ในการตีพิมพ์เมื่อปีคริสต์ศักราช ๑๘๘๕ เรื่อง “หลักฐานและหลักคำสอนของคริสตศาสนา” (หลังจากที่ได้ศึกษาภาษาบาลีถึง ๔๔ ปี) เขียนไว้ดังนี้คือ: พุทธศาสนาเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้สอน, และซึ่งพบในสูตร7ของเขา และไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนจะยึดถือ ผู้ซึ่งไร้เดียงสาเกี่ยวกับคำสอนเหล่านี้ เราจะพิสูจน์ในตัวอย่างแรกที่พระพุทธเจ้าสอนว่า, บุคคลนั้น ผู้ซึ่งเป็นผู้กระทำการต่างๆที่ได้ถูกปฏิบัติ ไม่ใช่บุคคลเดียวกันผู้ซึ่งได้รับรางวัลหรือถูกลงโทษ: ที่การเชื่อมโยงนั้นไม่ใช่ระหว่างคนที่กระทำการปฏิบัติ, และผลดีหรือผลชั่วมาจากการกระทำนั้นๆ, แต่เป็นระหว่างการกระทำปฏิบัติและผลลัพธ์ในตัวของมันเอง, ใครก็ตามอาจจะเป็นผู้รับผลลัพธ์เหล่านั้น นี่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับทุกหลักแห่งความยุติธรรมที่รู้จักกันดี, ซึ่งเกี่ยวด้วยผู้ปฏิบัติที่กระทำการดีด้วยรางวัล, แต่ว่าในพุทธศาสนา รางวัลจะตามการกระทำดี, แต่ คนกระทำการดีอาจจะไม่ใช่คนที่รับรางวัลนั้น ผลลัพธ์นี้มาจากหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าไม่มีวิญญาณในมนุษย์ที่จะส่งผ่านออกจากร่างเดิม, แต่ว่าทั้งหมดของมนุษย์;– ทั้งหมดของเบญจขันธ์8จะสิ้นสุดที่ความตาย” (๕๔-๕๕) ความเชื่อในอนัตตาอาจหมายถึง, เช่น, เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ตาย, “ขันธ์” ของเขาสิ้นสุดลง, และจากนั้นกรรมชั่วอย่างใหญ่หลวงของเขาจะไปติดที่ใครบางคนหรือบางสิ่ง (อาจจะเป็นแมลงชั้นต่ำ), โดยไม่มีจิตสำนึกเลยของการกระทำชั่วที่ได้ทำ, หรือเหตุผลสำหรับการทนทุกข์ที่เกิดขึ้น สิ่งนี้เรียกว่าความยุติธรรมได้ไหม? ใคร ถูกทำโทษ? ใคร เป็นผู้ได้รับรางวัลในระบบนี้? เมื่อคำว่า “ตน” ที่ใช้ในพุทธศาสนา, เช่น “การปรับปรุง-ตนเอง”, “ตนเป็นที่พึ่งของตน”, อื่นๆ..., คำนี้ถูกใช้เพื่อประโยชน์ของความสะดวกสบาย, แต่ไม่ได้หมายถึงตัวตนถาวร Walpola Rahula, เขียนใน “พระพุทธเจ้าสอนอะไร”, ซึ่งตอบสนองต่อคนทั้งหลายที่พยายามชี้ให้เห็นตนเองหรือวิญญาณในพุทธศาสนา: “ความขัดแย้งของบุคคลผู้ต้องการค้นหาอัตตา (self) ในทางพระพุทธศาสนา จะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า เป็นการถูกที่พระพุทธเจ้าทรงวิเคราะห์ ความมีความเป็นในรูป (matter)เวทนา (sensation) สัญญา (perception) สังขาร (mental formations) และวิญญาณ (consciousness) เขายังได้พูดอีกว่า บรรดาสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรเลยที่เป็นอัตตา แต่เขาก็มิได้ตรัสไว้ว่า ไม่มีอัตตาเลยแม้แต่น้อยในตัวมนุษย์หรือนอกตัวมนุษย์ ที่แยกไปจากขันธ์ ๕ เหล่านี้ ข้อนี้เป็นด้วยเหตุผล ๒ ประการคือ :- ๑. ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา สิ่งมีชีวิตประกอบด้วยขันธ์ ๕ เท่านั้น นอกจากนี้ไม่มีอะไร และไม่มีที่ไหนเลยที่เขาได้พูดไว้ว่ายังมีบางสิ่งนอกจากขันธ์ ๕ เหล่านี้ในสิ่งมีชีวิต ๒. ในที่หลายแห่ง เขาได้ปฏิเสธอย่างกล้าหาญถึงข้อที่ว่า อาตมัน9 วิญญาณ อัตตา มีอยู่ในตัวมนุษย์หรือนอกตัวมนุษย์ หรือในที่แห่งอื่นใดในจักรวาล” (๕๖-๕๗) ทั้งๆที่ คำสอนที่ว่าไม่มีวิญญาณ, แต่ มีการเกิดใหม่, ศักยามุนีพุทธเจ้ายังยึดมั่นในความเชื่อมั่นที่ว่าจักรวาลนี้ไม่ไร้ศีลธรรม ในเรื่องนี้, โจนส์ได้สรุปว่า: “เขา[พระพุทธเจ้า]ไม่สามารถอ้างว่าความเชื่อนี้มีพื้นฐานถูกต้องในส่วนคำสอนที่ตามเหตุผลและวิเคราะห์ได้; จริงๆแล้ว, มันคงจะไม่แรงเกินไปสำหรับผมที่จะพูดว่ามันมีความขัดอย่างเข้ากันไม่ได้แบบไร้ความหวังระหว่างสองอย่างนี้” (๓๖) แต่, ถ้าไม่มีวิญญาณ, ทำไมพุทธศาสนิกชนจึงเดินตามหนทางที่ห่างไกลอย่างนั้นเพื่อที่จะเป็นอิสระจากการเกิดใหม่, และทำไมถึงพูดกันว่าศักยามุนีได้อ้างถึงเวลา “การเกิดครั้งสุดท้าย” ของเขา(ทีฆนิกายเล่มที่สอง, หน้า ๑๒ ในฉบับภาษาอังกฤษ), ว่ามันเป็นการเกิดครั้งสุดท้ายของเขา? การเกิดครั้งสุดท้าย ของใคร [ถ้าไม่มีวิญญาณ]? “เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลกแต่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตนผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไรหรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา” (มัทธิว ๑๖:๒๖) การเกิดใหม่ ในเรื่องราวอันเป็นที่นิยมของการเกิดครั้งสุดท้ายของศักยามุนีและการสละความปรารถนาทางโลก, ก็มีบางคำถามเกิดขึ้น ถ้าศักยามุนีได้ผ่านชีวิตมาแล้วเกือบนับไม่ถ้วนก่อนมาถึงชาติสุดท้าย, ทำไมบิดาของเขาจึงต้องปกป้องเขาจากด้านแห่งความลำบากของชีวิต- ทำไมศักยามุนีจึงตกใจกลัวในด้านของความตาย, ความยากจน, และอายุแก่เฒ่า, เมื่อท้ายที่สุดแล้วเขาได้ออกไปจากพระราชวังที่จะเห็นสิ่งนั้นด้วยตัวเขาเอง? ถ้าเราอ้างนิทานชาดกเป็นจริงตามประวัติศาสตร์, เขาคงคุ้นเคยเลยทีเดียวกับทั้งปวงของความยากลำบากของชีวิตจริงเหล่านี้- ตามที่นิทานชาดกได้กล่าวไว้, บางครั้งเขาเป็นผู้ร่วมกระทำในด้านโหดร้ายของชีวิต “…ภายในกลุ่มนี้มีหนึ่งซึ่งพรรณนาถึงโพธิสัตว์10 ตัวเขาเองเป็นอยู่, ในทางหนึ่งหรือทางอื่น, พัวพันในการฆ่าหรือทำให้บาดเจ็บ ชาดกที่เกี่ยวข้องคือ JSS 93, 128, 129, 152, 178, 233, 238, 246, 315, 319, 384” (โจนส์, ๖๑) ท่ามกลางเรื่องราวชาดก ๕๔๗ ชาติ, เขาได้เคยเป็นนักปล้นสองครั้ง, นักพนันหนึ่งครั้ง, และงูยักษ์สองครั้ง (โจนส์, ๑๘-๑๙) เขาคงจะคุ้นเคยด้วยกับการทนทุกข์ตามชาดกที่ ๕๓๘,ในสภาพที่เขาต้องใช้เวลาถึง ๘๐,๐๐๐ ปี ใน อุสสทนรก11 (โจนส์, ๔๓) ดังนั้น ทำไมศักยามุนีจึงประหลาดใจมากด้วยความเป็นจริงแห่งความตายหรือความทุกข์, ราวกับว่าเขาไม่เคยประสบหรือเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อน? คำตอบโดยทั่วไปสำหรับคำถามนี้ก็คือชาติก่อนต่างๆ นั้นจะต้องได้รับการจดจำในสภาพของการทำสมาธิ, เมื่อจิตใจเป็นอิสระจากภาวะจิตที่ว้าวุ่น, และมีความสามารถมากยิ่งขึ้นในการที่จะเอื้อมไปถึงระดับที่ลึกของความทรงจำนี้ แต่ว่าจิตใจจะมีการสะสมข้อมูลเช่นนั้นได้อย่างไรเมื่อจิตใจและทุกสิ่งของที่คนพูดกันว่าประกอบเข้าด้วยกัน (๕ ขันธ์) ว่าไม่สามารถรอดจากความตายได้? โดยแท้จริง, เรื่องราวอันนิยมของสละทางโลกของพระพุทธเจ้าไม่พบในพระไตรปิฎก ในพระไตรปิฎก, พระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นทารก ได้ถูกกล่าวว่า ได้เดินอย่างตั้งตัวตรงและประกาศว่านั่นคือการเกิดครั้งสุดท้ายของเรา: “เราเป็นผู้เลิศในโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลกเราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกการเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย” (ทีฆนิกาย, ฉบับภาษาอังกฤษ DII, หน้า ๑๒] เด็กทารกจะพูดอย่างเป็นผู้ใหญ่ด้วยถ้อยคำสูงส่งเหล่านั้นได้อย่างไร ถ้าไม่มีวิญญาณถาวร? ตามคำสอนที่ไม่มีวิญญาณถาวร ปัญหาของอนัตตายังคงอยู่ ซึ่งตรงข้ามกับที่เด็กทารกพูดเหมือนมีวิญญาณถาวร เกี่ยวกับคำสอนที่เข้ากันไม่ได้ระหว่างอนัตตาและการเกิดใหม่ ทิ้งให้คนไม่พอใจโดยไม่ได้ตามเหตุผล, ในขณะเดียวกันมีความพยายามจะปลอบใจสติรู้ผิดรู้ชอบด้วยศีลธรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นมา: “เมื่อมีคำเสนอสองอย่างขัดแย้งกัน, ทางแก้ไขที่เป็นไปได้ง่ายที่สุดก็คือ การไม่ใส่ใจอย่างหนึ่งในนั้น- ซึ่งที่ชาดกได้ทำอย่างเป๊ะๆ ไม่มีความขัดแย้งในชาดก ระหว่างคำสอนของอนัตตา (ไม่มีวิญญาณ) และคำสอนที่มีชีวิตหลายตอนของบุคคลคนเดียวกันเพราะว่าคำสอนของอนัตตาไม่ได้ถูกใส่ใจ” (โจนส์, ๓๙) ศักยามุนีไม่ต้องการปล่อยให้ศีลธรรมหายไป, แต่ว่าระบบของเขาก็เป็นระบบหนึ่งที่นำผู้คนไปสู่ความขัดแย้ง, ทั้งในแง่ไม่ได้ตามเหตุผลและในแง่ “การรับผลดี-ผลร้าย”-คนกระทำชั่วและคนกระทำดีทั้งสองได้ถูกพูดว่าไม่มีวิญญาณเชื่อมโยงระหว่างชีวิตหนึ่งไปยังอีกชีวิตหนึ่ง- และดังนั้น ผู้ที่ได้รับ “ผลใดๆ” ไม่สมควรที่จะได้ “รับ”มัน เราควรคิดอย่างไรกับบางคนที่อ้างว่าได้เกิดใหม่?, Ernest Valeaในบทความออนไลน์ “Past-life recall as modern proof for reincarnation,” ( www.comparativereligion.com/reincarnation1.html )ได้อ้างถึง Ian Stevenson, ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิอำนาจลำดับต้นๆในวงความรู้การวิจัยเกี่ยวกับการเกิดใหม่/การกลับชาติมาเกิด: “ในประสบการณ์ของข้าพเจ้า, เกือบทั้งหมดของสิ่งที่เรียกว่าบุคลิกภาพต่างๆในชาติก่อนที่ถูกปลุกขึ้นมาผ่านทางการสะกดจิตเป็นการจินตนาการทั้งหมดและผลลัพธ์ของความกระหายของคนไข้ที่จะเชื่อฟังคำแนะนำของผู้สะกดจิต มันไม่ใช่ความลับเลยที่ว่าเราต่างก็ถูกแนะนำได้ง่ายมากภายใต้การสะกดจิต ประเภทของการสำรวจแบบนี้จะเป็นอันตรายได้ บางคนก็ตกใจกลัวสุดขีดโดยความทรงจำที่สมมุติของเขา, และในกรณีอื่นบุคลิกภาพที่อ้างว่าเป็นในชาติก่อนที่ถูกปลุกขึ้นมาจากการสะกดจิต ได้ปฏิเสธออกไปจากเขาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน (Omni Magazine ๑๐ (๔): ๗๖ (๑๙๘๘))” Valea ชี้ว่าปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “กลุ่มอาการของโรคแห่งความทรงจำปลอม” และ “ศาลแห่งกฎหมายรู้สิ่งเหล่านี้ว่าเป็นอันตรายและส่วนใหญ่ไม่ยอมรับคำพยานต่างๆที่กระทำขึ้นภายใต้การสะกดจิตหรือจากพยานต่างๆที่เคยถูกสะกดจิตมาก่อน” แล้วเกี่ยวกับกรณีอื่นๆ ล่ะ, ที่ซึ่ง “ความทรงจำ” ต่างๆไม่ได้รับการถูกปลุกขึ้นมาโดยการสะกดจิต? Valea นำความสนใจเราไปสู่กลุ่มคนที่มักจะเป็นเป้าหมายสำหรับสิ่งนี้: “เกือบทุกกรณีของคนที่ประสบความจำของชีวิตที่ผ่านมาที่เกิดขึ้นเอง โดยปรากฏในเด็กระหว่างอายุ ๒ ถึง ๕ ขวบ, เมื่อความสามารถในการเข้าใจทางวิญญาณของพวกเขาแทบจะไม่มี, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับวิญญาณต่างๆ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้พวกเขาง่ายต่อการที่จะมีอิทธิพลโดยวิญญาณต่างๆจากภายนอก เมื่อเด็กโตขึ้น, วิญญาณนั้นสูญเสียพลังแห่งอิทธิพลเหนือเขา, ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าทำไมความทรงจำในชาติที่ผ่านมาได้สูญไปหลังจากที่เขาอายุได้ ๑๐ ขวบ” ในกรณีหนึ่งที่ Stevenson ได้วิจัย, คนหนึ่งมีสองบุคลิกภาพที่แสดงออกมาในเวลาเดียวกัน ดังเช่นในกรณีต่างๆของเด็กๆ, ที่ซึ่งการปรากฏได้เกิดขึ้นเมื่อแต่ละคนในช่วงเวลาที่อ่อนแอในชีวิตของพวกเขา (โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ของพวกเขาได้พาไปยังศูนย์กลางของกิจกรรมทางวิญญาณ), การถูกครอบครองโดยวิญญาณหรือบุคคลที่ทำหน้าที่เป็น “คนทรง” ก็น่าที่จะเป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้มากกว่า การแทรกแซงนี้จากวิญญาณภายนอกแสดงให้เห็นถึงลักษณะการวิจัยเกี่ยวกับการเกิดใหม่ ที่ไม่ได้ตามเหตุผลที่พิสูจน์ได้ Valea สรุปด้วยข้อสรุปของ Stevenson ว่า: “ด้วยเหตุนี้ Ian Stevenson, นักวิจัยที่รู้กันกันเป็นอย่างดีของปรากฏการณ์นี้, ได้ถูกบังคับให้ยอมรับในหนังสือของเขา Twenty Cases Suggestive of Reincarnation ที่กรณีที่เขาศึกษา, อย่างที่ชื่อหนังสือของเขาได้บ่งบอกไว้, เป็นเพียงแค่การ แนะนำ การกลับชาติมาเกิดเท่านั้นและไม่สามารถอ้างว่าเป็นการพิสูจน์สำหรับสิ่งนั้น Stevenson ยอมรับว่า: ‘ทุกกรณีที่ข้าพเจ้าได้สำรวจถึงเดี๋ยวนี้มีข้อบกพร่อง แม้กระทั่งนำมารวมกัน, พวกมันก็ไม่ได้เสนออะไรที่เราอ้างว่าเป็นการพิสูจน์ได้’ (Omni Magazine ๑๐(๔): ๗๖ (๑๙๘๘) ถ้านี่คือสภาพกรณีนี้, พวกเขาก็เป็นการแนะนำของการถูกครอบครองของวิญญาณด้วย” การเห็นถึงความเป็นไปได้ของวิญญาณต่างๆ จากภายนอกที่จะมาหลอกลวงในทางนี้, เราจะนึกเอาได้อย่างไรว่าพระสงฆ์หรือแม่ชีที่กำลังทำสมาธิจะได้รับการยกเว้นจากอิทธิพลภายนอกนี้? การทำสมาธิจริงๆแล้วเป็นการเปิดประตูกว้างให้กับอิทธิพลเหล่านั้น พระสงฆ์หรือแม่ชีอาจมีประสบการณ์กับหลายสิ่งในระหว่างการทำสมาธิของพวกเขาและนับสิ่งเหล่านั้นเป็นการยืนยันถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า เราสามารถนับว่านี่เป็นการยืนยันได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาพยายามที่จะมี “ความทรงจำ” ต่างๆ ตั้งแต่แรก, และเมื่อประสบการณ์ต่างๆ เป็นไปตามเหตุผลของแต่ละบุคคลอย่างใหญ่หลวง? แม้ว่าคนนั้นสามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ที่พวกเขาก็ไม่รู้โดยธรรมชาติ, ข้อมูลนี้เป็นบางสิ่งที่วิญญาณต่างๆภายนอกรู้ได้และส่งผ่านให้ ทำไมคนเราต้องอยู่ภายใต้การสะกดจิต, หรือมีความคิดที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้เหมือนเด็ก, หรืออยู่ในสภาพที่เปลี่ยนแปลงจิตสำนึกระหว่างการทำสมาธิ, เพื่อจะมี“ความทรงจำต่างๆ”เช่นนั้น? ถ้าการเกิดใหม่ “เป็นจริง” ทำไมมันไม่ชัดเจนท่ามกลางคนเป็นพันๆล้านในโลก, โดยไม่คำนึงถึงเบื้องหลังทางวัฒนธรรม? ทำไมทารกทั้งหลายไม่สามารถพูดภาษาของ “ชาติก่อน” หรือภาษาใดก็ตามสำหรับเรื่องราวนั้น? นี่คงเป็นเหตุผลสำหรับการประดิษฐ์คิดค้นคำสอนของอนัตตา (การอธิบายถึงการบกพร่องของความทรงจำ) ที่ไม่มีความจำ ทำให้ปัญหายากลำบากเช่นนี้อยู่ในขอบเขตของศีลธรรม (ไม่มีความยุติธรรมแท้จริงโดยปราศจากวิญญาณที่ถาวร) และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของการไม่มีจุดเชื่อมโยงระหว่างชีวิตหนึ่งไปยังอีกชีวิตหนึ่ง “มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะต้องตายหนหนึ่งและหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด” (ฮีบรู ๙:๒๗) นิพพาน Childer กล่าวในพจนานุกรมภาษาบาลีของเขา, เสนอคำตอบที่ชัดเจนว่านิพพานคืออะไร เขากล่าวว่า,“แต่หลักความเชื่อที่เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่าการมีอยู่คือการทนทุกข์, ต้องจบลงโดยการกล่าวว่าการปลดปล่อยจากการมีอยู่คือความดีสูงสุด, และตามนั้นเราพบว่าการทำลายล้างนี้เป็นเป้าหมายของศาสนาพุทธ, เป็นรางวัลสูงสุดสำหรับผู้ที่ยึดมั่นในศีลอย่างสัตย์ซื่อ” (๒๖๕) คำว่า “การทำลายล้าง” อาจจะไม่เป็นคำที่ดีที่สุดในที่นี้, แต่สำหรับเหตุผลอย่างอื่นที่คนอาจจะคิด Walpola Rahula, ชี้ว่า,“นิพพานไม่ใช่การทำลายล้างของตัวเอง, เพราะว่าไม่มีตัวเองที่จะทำลายล้างได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น, มันคงเป็นการทำลายล้างของภาพลวงตา, ของแนวคิดที่ผิดเกี่ยวกับตัวเอง” (๓๗) ในการอธิบายถึงว่าทำไมข้อความในพระธรรมกล่าวถึงนิพพานเป็น “ความสุขอันล้นพ้น” และ “การดับสูญ” Childer แสดงให้เห็นว่าทั้งคู่หมายถึงอย่างนั้น, แต่ว่า “ความสุขอันล้นพ้น” เป็นเพียงสภาวะชั่วคราวก่อนที่จะถึงการดับสูญในที่สุด: “ข้าพเจ้าได้แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของศาสนาพุทธคือการทำลายล้าง และนิพพานนั้นเป็นช่วงเวลาสั้นๆของความสุขอันล้นพ้นที่ตามมาด้วยความตายนิรันดร์ และแน่นอนที่เราคิดได้ว่าศักยามุนีควรได้ทำอรหันต์ 12 เป็นความดีสูงสุดแก่เหล่าสาวกของเขา มันอาจจะเหลือเชื่อสำหรับบางคนว่า การที่เขามีจินตนาการถึงภาวะของความสุขล้นพ้นที่บริสุทธิ์เป็นผลมาจากชีวิตที่ตามหลักธรรม, เขาควรจะทำให้มันสิ้นสุดด้วยการทำลายล้าง ที่เขาได้ทำอย่างนั้นก็แน่นอน, และมันควรได้รับการจดจำว่าการประนามของเขาเกี่ยวกับความชั่วร้ายและความทุกข์ต่อการมีอยู่นั้น ไม่เพียงต่อต้านการย้ายไปสู่ร่างใหม่เท่านั้น แต่ต่อต้านการมีอยู่ทั้งหมด และความสุขอันล้นพ้นแห่งอรหันต์นี้ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนจิตสำนึกที่เขาได้ขจัดกรรมออกไป และวันใดวันหนึ่งมันอาจจะดับสูญไป” (๒๖๘) Rahula ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า นิพพานคือการดับสูญความมีอยู่: มีคำว่า “ปรินิพพาน” ที่ใช้อธิบายถึงการตายของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ผู้ได้ตระหนักถึงนิพพาน, แต่มันไม่ได้หมายถึง “การเข้าไปสู่นิพพาน” ปรินิพพานมีความหมายง่ายๆว่า ‘การผ่านไปอย่างเต็มที่’, ‘ถูกเป่าไปอย่างเต็มที่’ หรือ ‘ดับสูญอย่างเต็มที่’ เพราะว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ไม่มีการอยู่อีกหลังจากความตาย” (๔๑) ในจักรวาลวิทยาของศาสนาพุทธ ได้ถูกพูดว่ามีถึง ๓๑ ภพแห่งการมีอยู่, ซึ่งรวมถึงสวรรค์ต่างๆ, นรกต่างๆ, โลก, อื่นๆ ในทั้งหมด ๓๑ ภพนี้, มีสวรรค์หลายภพที่เป็นสภาวะที่มีความสุขอันล้นพ้น, ไม่มีสักอันเดียวที่เป็น “นิพพาน”, เนื่องจากว่าทั้งหมดเหล่านี้ได้ถูกกล่าวว่าเอนเอียงไปตามความไม่ถาวรและการทนทุกข์ ในเมื่อสวรรค์ไม่สามารถเป็นนิพพานได้, เราเห็นอีกครั้งว่านิพพานนั้นเหนือกว่าการมีอยู่ ท่ามกลาง ๓๑ ภพของการมีอยู่, จำนวน ๒๐ ภพต้นๆ ได้ถูกพูดว่าคู่ขนานไปกับสภาวะการทำสมาธิ ในอีกนัยหนึ่ง คนที่ทำสมาธิก็ได้ทึกทักเอาว่าสามารถที่จะประสบกับจำนวน ๒๐ ภพเหล่านั้น สภาวะแห่งการทำสมาธิสูงสุดที่บุคคลหนึ่งสามารถไปถึงได้, แสดงให้เห็นใกล้เคียงมากที่สุดว่านิพพานควรเป็นอย่างไรด้วย : “ขั้นที่เก้า เป็นที่รู้จักว่า ‘การบรรลุถึงการดับสูญ’ (นิโรธสมาบัติ) ก็ถูกเอ่ยถึงในบางแหล่งด้วย ในขั้นนี้การทำงานทางสมองทุกอย่างถูกหยุดไว้อย่างสิ้นเชิง, แม้กระทั่งการเต้นของหัวใจและการหายใจได้หยุดไป ชีวิตดำรงอยู่อย่างง่ายๆ ในรูปแบบของความร้อนที่เหลืออยู่ในร่างกาย เราถูกบอกไว้ว่า, คนหนึ่งสามารถที่จะอยู่ในสภาวะนี้หลายวัน, สุดท้ายแล้วก็ปรากฏออกมาเอง ณ เวลาที่กำหนดไว้ก่อนแล้ว สภาวะนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ใกล้ที่สุดที่ใครก็ได้สามารถที่จะประสบกับนิพพานขั้นสุดท้ายในขณะที่มีชีวิตอยู่, และนี่ถูกบรรยายว่าเป็น “นิพพานแบบสัมผัสได้ด้วยร่างกาย” (Keown, ๙๑-๙๒) เมื่อการทำงานต่างๆ ทางสมองถูกหยุดไว้, เราเห็นว่าสิ่งนี้ไม่ไกลเลยจากการไปสู่การดับสูญ และนี่สอดคล้องกับพระไตรปิฎกในเรื่องคำสอนของการเดินไปสู่ความสันโดษมากยิ่งขึ้นไปอีก, จนท้ายสุด บรรลุถึงจุดสูงสุดในการสันโดษจากการมีอยู่ เกี่ยวกับนิพพานในพระไตรปิฎก, Jones กล่าวว่า, “ตามที่ข้าพเจ้ารู้ว่า, ไม่มีสักคำเดียวใน สี่นิกาย ที่สนับสนุนแนวคิดนิพพานเป็นสภาวะแง่บวก, สภาวะเหนือกว่าและสภาวะความสุขอันล้นพ้น” (๑๕๒) ในเชิงอรรถของการอภิปรายนี้, Jones ให้เราเห็นว่านักวิชาการเถรวาทส่วนใหญ่ นับถือความเชื่อว่านิพพานหมายถึงความดับสูญ: “...ในเมื่อ Jayatilleke, 1963, pp. 475f, ได้นำเอามุมมองที่เหนือกว่าความสุขอันล้นพ้นของนิพพานมาใช้, ศิษย์เก่าของเขาชื่อKalupahana, 1976, pp. 87f, ตำหนิเขาต่อสิ่งนี้และยืนยันอีกครั้งถึงมุมมองของนิพพานเป็นการดับสูญนั้น (ในแวดวงของเถรวาท) เป็นมุมมองทั่วไปกว่า” (๒๐๒) A.L. Herman ในบทความของเขา “Two Dogmas of Buddhism”13 ชี้ถึงความยุ่งยากอื่นๆ เกี่ยวกับนิพพาน, ที่เกี่ยวข้องทั้งศาสนาพุทธแบบมหายาน14และเถรวาท นิกายพุทธมหายานที่มาทีหลัง โน้มเอียงไปที่จะถือมุมมองของนิพพานว่าเป็นความสุขอันล้นพ้น, ในขณะที่นิกายพุทธเถรวาทดั้งเดิมถือว่านิพพานเป็นการดับสูญ Herman แสดงให้เห็นถึงการตีความหมายของนิพพานไม่ว่าจะเป็นไปในทางไหน, มันคือคำสอนที่นับถืออย่างเคร่งครัดที่อยู่ในสภาวะสับสน: “สภาวะสับสนของนิพพานที่ถือว่า ถ้านิพพานถูกมองในแง่ลบว่า เป็นการไม่มีของอารมณ์ที่รุนแรง และความปรารถนา และความรู้สึกเลย ดังนั้นนี่คือเท่ากับการตาย, และใครเล่าต้องการจะติดตามเป้าหมายที่นำไปสู่ความตาย? นิพพานคือการฆ่าตัวตายในการแปลครั้งแรกนี้ ในอีกด้านหนึ่ง, ถ้านิพพานถูกมองในแง่บวกว่าเป็นการมีอยู่ของสันติสุขและความเงียบสงบ ในที่ซึ่งทั้งหมดที่ข้าพเจ้าปรารถนาได้เติมเต็ม ถ้าอย่างนั้นความปรารถนาก็ไม่จบลงหรือถูกปล่อยไป และความตั้งใจทั้งหมดของนิพพานก็ขัดแย้งกัน: นิพพานก็ไม่สอดคล้องกันในการแปลครั้งที่สอง แต่, สภาวะสับสนของนิพพานดำเนินต่อไป, นิพพานต้องถูกมองทั้งในแง่ลบหรือในแง่บวก; ไม่มีทางเลือกที่สาม บทสรุปของสภาวะสับสนเช่นนี้ก็ถือว่านิพพานเป็นการทำให้หายไปโดยฆ่าตัวตาย หรือการดำเนินต่อไปโดยไม่สอดคล้องกัน” (๑๗๐) Herman สรุปด้วยข้อความที่มืดมนนี้: “ผลกระทบของการรักษาหลักคำสอนที่นับถืออย่างเคร่งครัดนี้ ที่พื้นฐานไม่แข็งแรง... อาจจะ(ได้ทำให้) ย้ายศาสนาพุทธออกไปจากความจริงและเหตุผลที่ได้จากประสบการณ์หรือการสังเกต และใกล้เคียงกว่าถึง ‘หลักปฏิบัติที่น่าสงสัย,’..., หรือมุ่งไปสู่ ‘การไม่ใช้เหตุผลและความคิดที่ลึกลับ’ ในที่ความจริงถูกละทิ้งโดยสิ้นเชิง” (๑๗๔) ในเชิงอรรถของบทสรุปนี้, Herman อธิบายต่อไปอีกว่า “…‘หลักปฏิบัติที่น่าสงสัย’ และ ‘การไม่ใช้เหตุผลและความคิดที่ลึกลับ,’ เป็นหนทางแน่นอนที่ตามมายึดถือโดยศาสนาพุทธทางใต้หรือพุทธนิกายเถรวาท, และในด้านหนึ่ง, และทางเหนือหรือพุทธนิกายมหายาน, ในอีกด้านหนึ่ง” (๑๗๔) ถ้าเราจะกล่าวว่ามุมมองของนิกายมหายานที่มาทีหลังถูกต้อง, มันก็สวนทางกับพระไตรปิฎก, ที่ซึ่งพระไตรปิฎกเป็นสิ่งใกล้เคียงที่สุดในช่วงเวลาที่ศักยามุนีได้สอนไว้ ถ้าคนที่นับถือนิกายมหายาน ปรารถนาที่จะยืนยันถึงการตีความหมายที่แตกต่างออกไป, ความคิดนั้นเอาสิทธิอำนาจอะไรที่สูงกว่าพระไตรปิฎกมาเป็นรากฐาน? นี่จะเป็นการปฏิเสธสิทธิอำนาจของพระพุทธเจ้า, และพึ่งพาการสำแดงที่ลึกลับแทน ถ้าในอีกด้านหนึ่ง, เรายอมรับมุมมองในพระไตรปิฎกที่ว่า การดับสูญเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้, เราก็พูดได้อย่างตรงๆว่า, ทางแห่งพุทธศาสนาเท่ากับเป็น “ถ้าคุณเป็นคนดีจริงๆ คุณจะได้รับการดับสูญอย่างสิ้นเชิง” ก็ไม่แปลกใจเลยที่คนนับถือนิกายมหายานได้พยายามที่จะเปลี่ยนหลักคำสอนนี้, แต่ว่าก็ไร้ประโยชน์เพราะไม่มีสิทธิอำนาจใดที่จะมาสนับสนุนการอ้างอย่างนั้น สิทธิอำนาจ(พระไตรปิฎก) ที่อยู่เบื้องหลังการอ้างดั้งเดิม (ของการดับสูญ) ก็ดูเหมือนว่าขาดสิทธิอำนาจอย่างมากด้วย แทนที่จะเป็นความปรารถนาที่จะนำไปสู่การทนทุกข์, และทนทุกข์ที่เป็นคุณลักษณะนำของการมีชีวิตอยู่, ยังมีหนทางแห่งความหวังและการฟื้นฟู แทนที่จะเป็นการออกไปจากการมีชีวิตอยู่, พระเยซูคริสต์ได้เสนอหนทางที่จะดับความกระหายในการที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายและอย่างนิรันดร์: พระเยซูตรัสตอบนางว่า “ผู้ใดที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก แต่ผู้ใดที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้นจะไม่กระหายอีกเลย แต่น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้นจะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น ๔:๑๓-๑๔) กรรม ระบบของกรรมเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจของผู้คนในระดับอันที่เป็นที่นิยม, ทำให้มันดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่สมควรได้รับ – ถ้าคุณทำดี, คุณจะได้รับสิ่งดี; ถ้าคุณทำชั่ว, คุณจะได้รับสิ่งชั่ว ดูราวกับว่านี่ได้อธิบายถึงความไม่เท่าเทียมต่างๆ ในโลกนี้, และสิ่งที่ดูเหมือนไม่ยุติธรรม แต่, ให้เราดูอย่างใกล้ๆ ถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องของระบบนี้ ประการแรก, กรรม ถูกกล่าวว่าเป็นกฎธรรมชาติอย่างเช่น กฎแรงโน้มถ่วง, เพียงแต่มันควบคุมทางศีลธรรมแทนที่จะควบคุมสสาร, แม้กระทั่งสสารก็ได้ถูกพูดว่าถูกกระทบด้วย ถ้ามันเป็นเพียงกฎธรรมชาติ, นั่นหมายถึงว่ามันต้องมีความผิดพลาดอยู่บ้างเหมือนกฎของพันธุกรรม เราจะไว้วางใจในระบบเช่นนี้ได้อย่างไร? พูดถึงสภาวะยากลำบากเช่นนี้, John Jones ชี้ว่า, “ศีลธรรมของผลที่ตามมาของกรรมนั้นดูราวกับเป็นปัญหาลักษณะของสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนของกระบวนการกรรม เพราะว่า, ถ้านี่เป็นกระบวนการเกี่ยวกับศีลธรรม, ประเภทเดียวของศีลธรรมที่ซึ่งเรามีหลักฐานจากการทดลองหรือสังเกตเป็นศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ โดยเหตุฉะนั้น มีขัดแย้งกันระหว่างลักษณะที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ของกรรม และลักษณะศีลธรรมของกรรม” (๓๗) ผลกระทบที่อ้างว่ามาจากของกรรมที่ถูกเขียนไว้ด้วยในพระไตรปิฎก (Middle Length Sayings III, p. ๒๔๘-๒๕๓ [มัชฌิมนิกาย]): “พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์ มีชีวิต เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุสั้น ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้นนี้ คือ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต ฯ.... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคืองพยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทรามนี้ คือ เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคืองถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้ายและความขึ้งเคียดให้ปรากฏ ฯ.... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตามย่อมไม่เป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัยเครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนมีโภคะน้อย ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อยนี้ คือ ไม่ให้ข้าวน้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ ฯ....” http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=14&item=596 พระไตรปิฏกได้อ้างชัดเจนถึงสาเหตุต่างๆ ของอายุสั้น, ผิวพรรณทราม, มีโภคะน้อย , และอื่นๆ จากการกระทำ, คำพูดหรือความคิดที่ไม่ดีที่ได้ทำไปในชาติก่อน นี่คือแนวทางที่กรรม อธิบายถึงความไม่เท่าเทียมกันในชีวิต- ตามที่มนุษย์สมควรได้รับ ในระบบนี้คนยากจนสมควรยากจน, คนรวยสมควรรวย, อื่นๆ รูปแบบความคิดแบบนี้ ดูเหมือนกับวางคนพิการในหมวดหมู่เดียวกับกับฆาตกรในคุก, และบุคคลที่มีทรัพย์สมบัติมากมายในหมวดหมู่วีรบุรุษ บทสรุปเหล่านี้ไม่มีเหตุผลอันสมควร คำสอนศาสนาพุทธได้อ้างว่าผลกระทบทางศีลธรรมทั้งหมดที่ซับซ้อนในชีวิตของบุคคลหนึ่งได้ถูกบันทึก, ไม่ใช่โดยคนที่มีสติปัญญา, แต่โดยอำนาจพลังงานเท่านั้น ดังนั้น, เพื่อจะทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้น, บุคคลที่ตายไปนั้นได้ถูกพูดว่าไม่มีจิตวิญญาณ, ก่อให้เกิดคำถามว่าบัญชีธนาคารทางศีลธรรมที่สะสมไว้จะถูกโอนไปชีวิตใหม่ได้อย่างไร? กรรมคือสติรู้ผิดรู้ชอบของระบบชาวพุทธ, แต่ว่าการทำงานปฏิบัติและการมีอยู่นั้นถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้อธิบาย Jones เขียนเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าว่า “เขาดูเหมือนเชื่อมั่นว่า, แม้ว่าส่วนของคำสอนที่ตามแบบเหตุผลและส่วนวิเคราะห์ของเขา- โดยเฉพาะหลักคำสอนของอนัตตา- ดูเหมือนจะปฏิเสธศีลธรรม, กฎต่างๆ ที่ควบคุมชีวิตที่สามารถรู้สึกได้ในดาวดวงนี้และไกลออกไป ไม่ใช่ไร้ศีลธรรม” (๓๖) พระพุทธเจ้าไม่สามารถปฏิเสธศีลธรรม, และกระนั้น เขาก็ไม่สามารถทำให้สอดคล้องกันกับหลักคำสอนของเขา นอกเหนือจากความคิดยุ่งยากเหล่านี้, เราควรจะถามตัวเราเองว่า, จริงๆ แล้วเราต้องการในสิ่งที่เราสมควรได้รับ, ใช่หรือไม่? ระบบของกรรมเป็นระบบที่นึกเอาว่าการกระทำดีสามารถลบล้างการกระทำชั่วได้, เหมือนกับบัญชีธนาคารแห่งคุณความดีซึ่งสามารถเพิ่มเข้าหรือเอาออกได้ การให้เหตุผลเยี่ยงนี้ประยุกต์ต่อศีลธรรม ไม่สามารถใช้การได้ในศาลกฎหมาย (ผู้พิพากษาทั้งหลายจะไม่ยกโทษผู้กระทำผิด โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเอาการกระทำดีมาลบล้างการกระทำชั่วในชีวิตของจำเลย) ถ้าพูดตามพระคัมภีร์ของคริสเตียนแล้ว, ศีลธรรมไม่ใช่เหมือนกับบัญชีธนาคารที่สามารถทำให้ยกยอดถอนการกระทำไม่ดีออกจากการกระทำดี, ในทำนองเดียวกันแต่กลับกัน แน่เลยทีเดียว, ศีลธรรมเป็นกลุ่มหน้าที่ของคนที่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ เด็กๆ มีหน้าที่ที่แน่นอนในการเคารพนับถือบิดามารดา, อย่างที่บิดามารดามีหน้าที่ที่จะดูแลเด็กของพวกเขา สามีและภรรยา, เพื่อนๆ, คนงานและลูกจ้างทั้งหลาย, และคนอื่นๆ ต่างก็มีหน้าที่ต่อกันและกัน ถ้าสามีไม่สัตย์ซื่อต่อภรรยา, แต่เขาให้ของขวัญที่ยอดเยี่ยมแก่ภรรยา, เขาจะเท่าทุนเสมอตัวหรือ? เขาจะแก้ปัญหาในการละเมิดของเขาราวกับว่ามันเป็นงานทางธุรกิจหรือ? ในความสัมพันธ์มีสิ่งหนึ่งคือการให้อภัย, แต่ว่าศีลธรรมไม่ใช่รูปแบบที่ไม่มีความสัมพันธ์และไม่มีบุคลิกภาพที่สามารถถูกปฏิบัติเสมือนบัญชีธนาคาร ในทำนองเดียวกัน, ถ้าคนหนึ่งยอมรับถึงการฆ่าคน, แต่ได้บอกผู้พิพากษาว่า ถึงแม้ว่าเขาได้ฆ่าคน, เขายังมอบเงินเก็บทั้งชีวิตของเขาให้แก่แม่ม่ายที่เป็นเพื่อนบ้านของเขา, ผู้พิพากษานั้นจะยกเลิกการลงโทษที่มีต่อเขาไหม? เขาได้ละเมิดต่อหน้าที่ของเขาในการที่จะรักเพื่อนบ้าน (คนที่เขาฆ่า) ความผิดในการฆ่าต้องถูกลงโทษ, ไม่ว่าคนนั้นจะเคยกระทำความดีไว้มากแค่ไหนก็ตาม ในทางตรงกันข้าม, ถ้าคนหนึ่งดำเนินชีวิตอย่างซื่อตรงและทำตามกฎหมายทั้งหมดของแผ่นดิน, รัฐบาลจะให้รางวัลสำหรับความประพฤติดีของเขาไหม? บุคคลนั้นแค่เติมเต็มหน้าที่ของเขาเฉยๆ, ในขณะที่รัฐบาลอาจจะรู้สึกขอบคุณเขา, แต่รัฐบาลเห็นอย่างง่ายๆว่าบุคคลนั้นสมควรประพฤติอย่างที่เขาสมควรจะประพฤติ พวกเขาไม่ได้แต้มพิเศษใดๆจากสิ่งนั้น จำนวนครั้งการละเมิดติดกับตัวเรา, แต่การประพฤติดีเป็นสิ่งที่พระเจ้าคาดหวังไว้อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าคนหนึ่งกระทำดีสักร้อยอย่าง, แต่ทำไม่ดีหนึ่งอย่าง, คนนั้นเติมเต็มหน้าที่ของเขาร้อยครั้ง, แต่มีการละเมิดหนึ่งครั้งในประวัติ เราจะคิดอย่างไรกับนายจ้างที่จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง ๑๐๐ ครั้ง, แต่หลังจากนั้นไม่จ่าย, เนื่องจากความดีงามที่เขาคิดว่าได้สะสมมาได้จ่ายไปแล้ว ๑๐๐ ครั้งที่ผ่านมา? หรือเราจะคิดอย่างไรกับครูอารมณ์ร้อนที่ยับยั้งการปลดปล่อยอารมณ์ออกมาต่อนักเรียนที่ใจลอย ๑๐๐ ครั้ง, แต่ว่าหลังจากนั้นเขาหลวมตัวและได้เตะนักเรียนคนหนึ่ง? มันหมายความว่าครูคนนั้นมี ๙๙ “คะแนน” หรือ? (กระทำดี ๑๐๐ ครั้ง ลบด้วยการกระทำไม่ดี ๑ ครั้ง) ครูนั้นก็มีประวัติเติมเต็มหน้าที่ ๑๐๐ ครั้งและมีการละเมิดหนึ่งครั้ง ผู้คนต่างก็กรุณาที่จะให้อภัยกับคนอื่นที่ได้กระทำการละเมิดต่อพวกเขา, เพราะว่าพวกเขาเองก็มีประวัติการละเมิดต่างๆอยู่เหมือนกัน, บางทีอาจจะอยู่ในขอบเขตที่แตกต่างจากที่คนที่ได้กระทำผิดต่อเขา: “เพราะว่าถ้าท่านยกการละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงโปรดยกโทษให้ท่านด้วย แต่ถ้าท่านไม่ยกการละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านจะไม่ทรงโปรดยกการละเมิดของท่านเหมือนกัน” (มัทธิว ๖:๑๔-๑๕) แต่พระเจ้าไม่มี“หน้าที่” ที่ต้องยกโทษ, เพราะพระองค์ปราศจากความบาป เช่นเดียวกันกับผู้พิพากษาในศาล, ถึงแม้ผู้พิพากษาจะไม่ปราศจากจากบาป, แต่ในฐานะผู้พิพากษาเขาไม่มีหน้าที่ที่จะละเว้นโทษอาชญากรรม ตามพระคัมภีร์ไบเบิล, ไม่เพียง “การกระทำดี” ที่เป็นสิ่งที่พระเจ้าคาดหวังจากเรา หน้าที่ของเราคือทำให้ดีที่สุด “แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน ท่านจะได้บำเหน็จอะไร ถึงพวกเก็บภาษีก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า ถึงพวกเก็บภาษีก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ เหตุฉะนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ” (มัทธิว ๕:๔๖-๔๘) ถ้าบุคคลหนึ่งดำเนินชีวิตอย่างชั่วร้าย, สะสมการละเมิดอย่างโหดร้ายต่างๆไว้อย่างมากมาย, แต่จากนั้นเขาเปลี่ยนและดำเนินชีวิตที่เหลืออย่างพลเมืองดี, อดีตของเขาจะถูกทำให้สมดุลไหม? การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว, แต่ประวัติการกระทำผิดต่างๆที่ผ่านมายังคงอยู่ติดตัว ในทำนองเดียวกัน, เมื่ออาชญากรได้ชดใช้เวลาเรือนจำเพื่ออาชญากรรมของเขาได้เสร็จสิ้น, มันก็ไม่ได้ลบอาชญากรรมนั้นออกไป, เพราะว่าอาชญากรหวังแค่ว่าจะใช้เวลาจำนวนหนึ่งในเรือนจำเพื่อที่เขาจะได้พ้นโทษออกมา แต่ในสายตาพระเจ้า ความผิดบาปนั้นยังคงอยู่เหมือนเดิมเพราะการกระทำของมนุษย์ลบบาปออกไปไม่ได้ การละเมิดต่างๆก็สะสมต่อไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตของบุคคล, และสิ่งที่รวมอยู่ในนั้นก็คือการละเมิดต่อการไม่ให้อภัยแก่ผู้อื่นที่ละเมิดต่อเรา ระบบพระคัมภีร์เป็นระบบที่มีความสัมพันธ์และมีบุคลิกภาพอย่างแท้จริง ศีลธรรมในแง่บวกหรือในแง่ลบไม่สามารถแยกออกจากความสัมพันธ์ที่ถือว่าเป็นเพียงแค่ “แต้ม” ได้ การกบฏต่อศีลธรรมไม่เพียงแต่เป็นการเลือกที่ผิดหรือการสะสมแต้มในแง่ลบเท่านั้น มันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทั้งหมด บัญญัติของพระคัมภีร์ไบเบิลได้สรุปไว้ในสองคำบัญชา– คือ รักพระเจ้าและรักมนุษย์ การปฏิเสธศีลธรรมต่างๆ ก็คือการกบฏต่อบุคคลนั้น– คือพระเจ้าผู้สร้างชีวิต การรู้หน้าที่อย่างถูกต้องเป็นการเปลี่ยนจุดยืนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา: “เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติจึงเป็นครูของเราซึ่งนำเรามาถึงพระคริสต์ เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ” (กาลาเทีย ๓:๒๔) พระบัญญัติมาก่อนและเช่นนี้ตระหนักให้เรารู้ถึงขอบเขตของการละเมิด เมื่อตะหนักถึงพระบัญญัติ, ก็นำมาถึงความเข้าใจในความรักของพระคริสต์, ผู้ซึ่งไร้ความผิดที่ได้ตายบนไม้กางเขนเพื่อบาปของเรา ด้วยการตระหนักนั้นมาถึงการยอมจำนนต่อองค์พระเยซูคริสต์ จากสิ่งต่างๆที่เคยเป็น “หน้าที่” กลับกลายมาเป็นสิ่งต่างๆ ที่เราทำด้วยความยินดี: “เราไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าทาสอีก เพราะทาสไม่ทราบว่านายของเขาทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว” (ยอห์น ๑๕:๑๕) ในอีกด้านหนึ่ง, ที่จะรับเอาศีลธรรม, แต่ปฏิเสธด้านแห่งความสัมพันธ์ของศีลธรรม ก็เป็นเหมือนการปฏิเสธที่จะขึ้นเรือที่จะข้ามมหาสมุทรและพยายามที่จะว่ายน้ำในระยะทางอันแสนจะสุดไกลโพ้น พระคัมภีร์ไบเบิลอธิบายถึงบุคคลเช่นนั้นว่าเป็นคนที่ถูกสาปแช่ง, เพราะว่าพวกเขาพึ่งพาความสามารถต่างๆของพวกเขาเองและไม่ได้พึ่งพาพระเจ้า: “เพราะว่าคนทั้งหลายซึ่งพึ่งการประพฤติตามพระราชบัญญัติก็ถูกสาปแช่ง เพราะมีคำเขียนไว้ว่า ‘ทุกคนที่มิได้ประพฤติตามทุกข้อความที่เขียนไว้ในหนังสือพระราชบัญญัติก็ถูกสาปแช่ง’” (กาลาเทีย ๓:๑๐) เมื่อความเชื่อของเราอยู่ที่พระคริสต์ การละเมิดต่างๆที่ติดตัวเราก็ถูกตรึงที่กางเขนแล้ว มันไร้ความหวังต่อผู้คนที่จะออกจากบึงแห่งการกระทำที่ชั่วร้ายต่างๆของพวกเขา, โดยการใช้ความสามารถต่างๆของพวกเขาเอง แต่ว่ายังมีความหวังสำหรับทุกคน การเสนอการให้อภัยบาปของพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้รับโดยความสมควรของเราเอง, หรือเป็นสิ่งที่เราเรียกร้องตามสิทธิได้, แต่เป็นของประทานที่ให้เปล่าๆแห่งความเมตตาสำหรับผู้ที่ตระหนักถึงขอบเขตการละเมิดต่างๆของพวกเขาและได้กลับใจและไว้วางใจในพระเจ้าอย่างแท้จริง, และไม่ได้พึ่งในตัวของพวกเขาเอง: “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (เอเฟซัส ๒:๘-๙) ผู้หญิง ตามพระไตรปิฎก, มีการกล่าวว่าคนหนึ่งสามารถเกิดมาเป็นผู้หญิงในชีวิตหนึ่งและเป็นผู้ชายในอีกชีวิตหนึ่ง แต่, ไม่มีสักเรื่องราวในชีวิตต่างๆมากกว่า ๕๐๐ ชีวิตของพระพุทธเจ้า (แม้ว่าจะไม่ใช่รายชื่อที่ละเอียดถี่ถ้วนของชีวิตต่างๆ ของพระพุทธเจ้าก็ตาม) หรือไม่มีที่ใดในพระไตรปิฎก, ที่ศักยามุนีปรากฏเป็นผู้หญิง (ถึงแม้ว่ามีการลงความเห็นบางครั้งว่าเขาอาจจะปรากฏเป็นผู้หญิงครั้งหนึ่งหรือมากกว่านั้น) Jones เขียนว่า, “มันเป็นข้อมูลที่น่าประหลาดใจที่เดียวที่สุด, โดยแม้ว่าความหลากหลายอย่างมากของรูปแบบต่างๆซึ่งพระโพธิสัตว์ได้กลายเป็น, เขาไม่เคยปรากฏแม้แต่ครั้งเดียวเป็นผู้หญิงหรือแม้กระทั่งสัตว์เพศเมีย แม้กระทั่งเขาปรากฏเป็นวิญญาณต้นไม้หรือเทพยดา, ก็ยังเป็นเพศชายตลอด” (๒๐) เพื่อนสนิทของเขา ชื่อพระอานนท์, ผู้ซึ่งปรากฏในชีวิตของเขาหลายครั้ง, ก็ปรากฏเป็นผู้หญิงเพียงครั้งเดียว (Jones, ๑๑๓) ยิ่งไปกว่านั้น, Jones เทียบเคียงที่จะได้เห็นความตรงข้ามอย่างชัดเจนระหว่างหลักคำสอนของนิทานชาดกที่ว่าด้วยชีวิตต่างๆของพระพุทธเจ้ากับพระไตรปิฎกโดยทั่วไปว่า: “แต่ทว่า, อิทธิพลเสื่อมเสียของผู้หญิงชั่วร้ายเป็นปกติในนิทานชาดก, ผู้หญิงดีงามก็เหมือนเป็นข้อยกเว้นที่มีเพียงเล็กน้อยซึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อบังคับหลักที่เต็มไปด้วยอิทธิพลเสื่อมเสียของผู้หญิงชั่วร้าย, ความเป็นไปได้ของเพื่อนในการที่จะกลายมาเป็นอิทธิพลที่เสื่อมเสียเป็นสิ่งห่างไกลที่ไม่ค่อยจะเอ่ยถึง ท่าทีของพระไตรปิฎกแตกต่างจากนิทานชาดก นี่นั่น, ไม่มีข้อสงสัยว่า, เรื่องเพศและชีวิตสมรสเป็นสิ่งเลวร้าย, ความรักและมิตรภาพเป็นสิ่งเลวร้ายด้วย, เนื่องด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้คนหนึ่งเกี่ยวข้องในการผูกมัดและอารมณ์ที่เจ็บปวดส่วนตัว (หรือความเป็นไปได้ที่จะเจ็บปวด) ความรักเดียวซึ่งพระไตรปิฎกสามารถอวยพรได้ก็คือ ความรักเงียบสงบที่ไม่ผูกติดและทั่วไป; นั่นคือ “ความคิดแบบมิตรที่ไร้ขอบเขตสำหรับทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิต” (๑๑๕) กล่าวถึงหนึ่งในผู้หญิงที่ดีงามเหล่านั้น, Jones เขียนว่า “สิ่งที่หายากในนิทานชาดก, ผู้หญิงดีงาม, เป็นหนี้คุณงามความดีของเธอต่อผลบุญที่ได้รับมาในชาติก่อน- ที่เป็นผู้ชาย” (๔๓) ในพระไตรปิฎก, การพูดถึงผู้หญิงไม่ได้ดีกว่านิทานชาดกเลย: “...อย่างไรก็ตาม, ผู้หญิงไม่เคยเหนื่อยในกิจกรรมทางเพศและมีลูก (GS I 72) และพวกเขาไม่เคยนั่งในศาลหรือทำธุรกิจเพราะว่า ‘พวกเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้, มีความอิจฉา, มีความโลภ และอ่อนในสติปัญญา’ (GS II 92f) ” (Jone, ๗๘) เกี่ยวกับการสถาปนาระบบระเบียบสำหรับแม่ชี, Jones เขียนว่า “เมื่อพระอานนท์เกลี้ยกล่อมโคตมพุทธเจ้าสำเร็จ ที่จะอนุญาตให้แยกคณะสำหรับผู้หญิง, เขาถูกรายงานว่าเขาเศร้าโศกเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ เขากล่าวว่า, มันจะแบ่งครึ่งระยะเวลาสำหรับพระธรรม16ที่จะได้รับการสงวนไว้ในรูปแบบที่บริสุทธิ์” (Jones, 77; GS IV 184f) ในพระวินัยปิฎก คำทำนายคล้ายๆกันนี้ได้ถูกกล่าวโดยศักยามุนี, เมื่อเขากล่าวแก่พระอานนท์: “พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น” (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=07&A=6253&Z=6271 โดยเหตุที่ ผู้หญิง “ออกเรือนบวช” และห้าร้อยปีได้ผ่านมาแล้ว, คำถามก็เกิดขึ้น, ข้อความของพระไตรปิฎกข้างบนที่กล่าวมาเป็นเท็จ, หรือมันเป็นจริงที่ว่า “พระธรรมที่แท้จริง” จะยืนยาวเพียงห้าร้อยปีเท่านั้นหรือ? ถ้าเรากล่าวว่ามันเท็จ, นั่นก็แสดงว่ามีความเท็จในพระไตรปิฎก ถ้าเราจะกล่าวว่ามันเป็นจริง, มันก็ยังเท็จอยู่ดี, เนื่องจากห้าร้อยปีได้ผ่านไปแล้ว, และด้วยเหตุนี้ “พระธรรมที่แท้จริง” คงผ่านพ้นไปแล้ว ในข้อความเดียวกัน, พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบอิทธิพลของผู้หญิงกับเชื้อราชนิดหนึ่ง: “...พระอานนท์, เมื่อโรคภัยอย่างที่รู้จักกันคือเชื้อราโจมตี ทำลายนาข้าวทั้งหมด นาข้าวนั้นจะไม่อยู่นาน, เหมือนกับว่า, พระอานนท์, ในพระธรรมและวินัยอะไรก็ได้ ที่ผู้หญิงได้ออกเรือนบวช... พรหมจรรย์นั้นจักไม่ตั้งอยู่ได้นาน (๓๕๖) ในข้อความข้างบนนี้ด้วย (Book of Discipline V), ครุธรรม ๘ ประการ สำหรับอนุญาตให้ผู้หญิงมีส่วนร่วม, ได้ถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจน ท่ามกลางครุธรรมนี้, มีสองข้อ, ซึ่งได้เน้นถึงบทบาทที่เป็นรองของผู้หญิงต่อผู้ชายในพุทธศาสนา: “๑. ภิกษุณีอุปสมบทแล้ว ๑๐๐ ปี ต้องกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุที่อุปสมบทในวันนั้น ธรรมแม้นี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต” ; “๗. ภิกษุณีไม่พึงด่า บริภาษภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง ธรรมแม้นี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต” http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=7&A=6195&Z=6252&pagebreak=0 ขยายความบนท่าทีของพื้นฐานนี้, พุทธศาสนาทิเบต (ตันตระ)ได้กล่าวถึงขอบเขตเรื่องนี้ยิ่งไปกว่าอีก Victor และ Victoria Trimondi, ในหนังสือของพวกเขาที่ชื่อ “The Shadow of the Dalai Lama: Sexuality, Magic, and Politics in Tibetan Buddhism,” มอบส่วนใหญ่ของหนังสือในจำนวน ๘๑๖ หน้า (ในภาษาเยอรมัน) ในหัวข้อของความเกลียดชังผู้หญิง: “..., เราได้ตัดสินใจลงความเห็นและส่วนนำหนังสือทั้งเล่มด้วยถ้อยแถลงหลักของงานวิจัยของเราในรูปแบบของสมมุติฐาน...กฎเกณฑ์ของสมมุติฐานนี้เป็นความคิดในรูปแบบนามธรรมที่ไม่ชัดเจนอย่างมากในตอนแรก ในแนวทางปฏิบัติของการศึกษานี้เท่านั้น ที่จะได้เห็นเลือดและชีวิตของสมมุติฐานนี้, และน่าเสียดาย, มีความรุนแรงและการเสียชีวิตด้วย ถ้อยแถลงหลักของเราตามนี้ : ความลึกลับของพุทธตันตระประกอบด้วยการเสียสละหลักการของเพศหญิงและการจัดการการเปลี่ยนแปลงความรักในทางเพศในการจะได้รับอำนาจแห่งจักรวาลที่ผู้ชายเป็นศูนย์กลาง” (หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีรูปเล่มฉบับภาษาอังกฤษในขณะนี้, แต่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดจากภาษาเยอรมัน สามารถพบได้ออนไลน์ในเวปไซต์ : http://www.trimondi.de/SDLE/Contents.htm ) ย้อนกลับมาที่ศาสนาพุทธเถรวาท, Jones อธิบายการไม่เข้ากันของหลักคำสอนที่อยู่เบื้องหลังของนิทานชาดกและอยู่ในวงพระไตรปิฎก, ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง: “ทำไมมีการโจมตีในเรื่องเพศที่อ่อนโยนมากขณะนี้? ข้าพเจ้าถูกชักจูงที่ JS 61 [เรื่องหนึ่งในนิทานชาดก] ได้ให้แบะแสที่น่าเชื่อถือที่สุดแก่เราไปสู่คำตอบ เรื่องราวต่างๆ ถูกออกแบบมาส่วนใหญ่เพื่อที่จะขัดขวางผู้ชายหนุ่มจากชีวิตครอบครัวของเขาและการเกี่ยวข้องในเรื่องเพศ ตอนนี้, อย่างที่เราได้เห็น, เหตุผลตามพระไตรปิฎกสำหรับการออกจากการภาวะพัวพันของชีวิตครอบครัวก็ว่าสิ่งเหล่านี้เป็น “โซ่ตรวน”, สนับสนุนภาพลวงตาของ “ตนเอง” และของการยึดติด “ตนเองอื่นๆของผู้อื่น”; ในการถอดออกของการตระหนักถึงความเป็นจริงของอนัตตา (ไม่เห็นแก่ตัว) สามารถพบสันติสุขที่แท้จริงได้เท่านั้น เราได้เห็นด้วยอีกว่าการศึกษาของนิทานชาดกหลีกเลี่ยงหลักคำสอนของอนัตตา, เนื่องจากว่าสิ่งนี้จะทำลายข้อสนับสนุนพื้นฐานของพวกเขา: ที่ว่าบุคคลเดียวกันย้ายจากชีวิตหนึ่งไปยังอีกชีวิตหนึ่ง... เช่นนี้ ผู้หญิงต้องจ่ายอย่างหนักสำหรับความจำเป็นของนิทานชาดกที่หลีกเลี่ยงหลักคำสอนของอนัตตา ในการมาเป็นแพะรับบาป, พวกเขาต้องพบว่ามันยากมากที่รักษาไว้ซึ่งการเคารพนับถือตนเองใดๆ.” (๙๙) แทนที่ของการกบฎต่อความคิดทางพุทธศาสนา, ผู้หญิงหลายคนในสังคมพุทธศาสนายอมรับถึงสถานะอันต่ำกว่าว่าเป็นดั่งบางสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกรรมที่นึกเอาว่าจากชาติก่อน Cleo Odzer, ในหนังสือ “Buddism and Abortion,” เขียนว่า, “โดยพื้นฐานแล้ว, ผู้หญิงในประเทศไทยมีคุณค่าด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชาย, เป็นสถานการณ์ที่ถูกสนับสนุนโดยพุทธศาสนา...” (๓๓), และในการสำรวจผู้หญิงบริเวณสลัมกรุงเทพ, ก็ค้นพบว่า “ส่วนใหญ่, พวกผู้หญิงยอมรับถึงโชคชะตาของพวกเธอในความเชื่อชาวพุทธว่าพวกเธอ‘เกิดมาเป็นผู้หญิงก็เพราะว่ามีกรรมที่ไม่ดีหรือขาดคุณงามความดีที่ดีพอ’” (๓๕) ในพระคัมภีร์ไบเบิล ผู้หญิงไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “เชื้อรา”, ที่ขาดความสามารถในการทำธุรกิจ, หรือสถานะภาพด้อยกว่าผู้ชายหนุ่มๆ, เป็นสาเหตุแห่งการที่ผู้ชายเป็นมลทิน, และสมควรได้รับความทุกข์ยากอย่างที่พวกเขาจะเผชิญ ผู้หญิงและผู้ชายต่างมีบทบาทและความรับผิดชอบที่ต่างกันในพระคัมภีร์ไบเบิล, แต่ว่ามรดกสำหรับผู้เชื่อในระบบการจัดการของพระเจ้าคือเท่าเทียมกัน: “เพราะเหตุว่า ทุกคนในพวกท่านที่รับบัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์แล้ว ก็ได้สวมชีวิตพระคริสต์ จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไทย จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระเยซูคริสต์ และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์แล้ว ท่านก็เป็นเชื้อสายของอับราฮัม คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา” (กาลาเทีย ๓:๒๗-๒๙) ในพระธรรมสุภาษิต บทที่ ๓๑, ซึ่งเขียนโดยพระมารดาของกษัตริย์เลมูเอลว่า สตรีที่ประเสริฐก็ได้รับการยกย่องสำหรับความฉลาดในการทำธุรกิจ, ถูกสวมใส่ด้วยกำลังและเกียรติ, มีถ้อยคำแห่งสติปัญญาที่ริมฝีปาก, และได้รับความไว้วางใจจากสามีของเธอ การทำสมาธิ การทำสมาธิของชาวพุทธบ่อยครั้ง ถูกแสดงให้ว่าเป็นบางสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับ “กิจกรรมทางศาสนา” ผู้คนทั่วโลกจากมุมมองที่หลากหลายทางศาสนาก็ถูกสนับสนุนให้ลองทำดู, โดยการเสแสร้งว่ามันเป็นเพียงแค่การฝึกฝนความคิดอย่างหนึ่ง— เหมือนกับการบริหารร่างกายเป็นการฝึกฝนร่างกาย นี่เป็นสิ่งดึงดูดใจสำหรับบางคนที่ปรารถนาจะมีประสบการณ์เอกลักษณ์, สันติสุข, หรือมีความหมายโดยปราศจากการไม่เข้าไปสู่หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ว่าการทำสมาธิปราศจากศาสนาจริงหรือ? มีเรื่องหนึ่งของพระไตรปิฎกที่คนพูดถึงน้อยมาก, ที่เกิดความยุ่งเหยิงในช่วงเวลาการทำสมาธิ: “จริงๆ แล้ว มีโอกาสครั้งหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็น ‘ผู้ขับรถม้าของมนุษย์ที่ไม่มีใครเท่าเทียมกว่า’ มันเป็นการยากที่จะคิดว่ามันถูกแต่งเรื่องขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นว่าสิ่งนี้ถูกอ้างอิงในหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับศาสนาพุทธที่ข้าพเจ้าได้เคยอ่าน ใน KS V ๒๘๔, เราอ่านว่า พระพุทธเจ้าได้แนะนำ ‘สิ่งที่ไม่น่ารัก’ เป็นหัวข้อสำหรับการทำสมาธิ ก่อนที่เขาจะปลีกตัวออกไปอยู่สิบสี่วัน ในวันที่เขากลับมา, เขาก็พบว่า คณะ สงฆ์ลดลงไปอย่างน่าเศร้าใจเพราะว่าพระสงฆ์หลายรูป, คิดไตร่ตรองถึง ‘สิ่งที่ไม่น่ารัก’ ต่อ ‘ร่างกายนี้... กังวลถึงมัน, รู้สึกอับอายและน่ารังเกียจ, และแสวงหาอาวุธเพื่อจะฆ่าพวกเขาเอง’- และจริงๆ, ได้ฆ่าตัวตาย พระอานนท์แนะนำว่าในอนาคตจะดีกว่า ถ้าหากพระพุทธเจ้า ‘จะสอนวิธีอื่นๆ’ ของการทำสมาธิ พระโคตมพุทธเจ้าตอบด้วยถ้อยแนะนำนี้และบอกข่าวแก่บรรดาพระสงฆ์ของเขาที่จะตั้งการทำสมาธิอยู่บนพื้นฐานของการหายใจของพวกเขาในอนาคต” (Jones ๗๖) ในปัจจุบันนี้, ‘สิ่งที่ไม่น่ารัก’ (เช่นศพของมนุษย์) ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำสมาธิได้ของชาวพุทธ, ถึงแม้ว่ารูปแบบอื่นๆ ของการทำสมาธิ, เช่น การกำหนดลมหายใจ, ที่ใช้มากกว่า เนื้อหาจากพระไตรปิฎกข้างบนที่ผ่านมา ได้ตั้งคำถามถึงการรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของศักยามุนี (ซึ่งได้อ้างอิงถึงเขาในเนื้อหาตอนอื่นของพระไตรปิฎก) เขารู้หรือไม่ว่าพระสงฆ์จะฆ่าตัวตาย, และยังมอบรูปแบบของการทำสมาธิที่ยากลำบากนี้แก่พวกเขาอีก, หรือเขาไม่รู้, และเขาไม่มีการรอบรู้ทุกอย่าง (มุมมองภายหลังนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในทุกวันนี้) แม้กระทั่งรูปแบบของการทำสมาธิที่ถือว่าเป็นมาตรฐาน, เช่น การกำหนดลมหายใจตนเอง, หรือการสังเกตความคิดตนเอง ราวกับว่าความคิดเหล่านั้นไม่ใช่ความคิดตนเอง (ถูกปลดปล่อยจากความคิดของ “ตนเอง” และ การสังเกตุความคิด“โดยปราศจากอารมณ์”), เหล่านี้มันอันตราย อย่างไรก็ตาม Rahula สนับสนุนการทำสมาธิอย่างนั้น: “พยายามที่จะตรวจสอบมันราวกับว่าคุณกำลังสังเกตุมันจากข้างนอก,โดยปราศจากปฏิกิริยาทางอารมณ์, เหมือนนักวิทยาศาสตร์สังเกตวัตถุหนึ่ง ที่นี้ด้วย, คุณไม่ควรมองดูมันว่าเป็น ‘ความรู้สึกของฉัน’ หรือ ‘ประสาทสัมผัสของฉัน’ จากมุมมองภายใน, แต่ให้เพียงมองดูว่ามันเป็น ‘ความรู้สึก’ หรือ ‘ประสาทสัมผัส’ จากมุมมองภายนอก ท่านควรลืมอีกครั้งต่อแนวคิดที่ผิดของ “การมีตนเอง” (๗๓) บทในหนังสือของเขาที่เกี่ยวข้องกับ “การทำสมาธิด้วยลมหายใจ,” Paravahera Vajiranana ได้เชื่อมโยงการทำสมาธิแบบวิปัสสนา17กับการหายใจ: “ในเวลาแห่งความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่เขานั้นหายใจเข้า, หายใจออก, ปลดปล่อยจิตใจให้ว่างเปล่าจากแนวคิดของความถาวรโดยการคิดไตร่ตรองสิ่งที่ไม่ถาวร, จากแนวคิดของความสุขโดยการคิดไตร่ตรองความเจ็บปวด, ปลดปล่อยจากแนวคิดเกี่ยวกับตนเองโดยการคิดไตร่ตรองการปราศจากตัวเอง, จากแนวคิดของความสุขใจโดยการคิดไตร่ตรองสิ่งที่น่ารังเกียจ, จากอารมณ์ความรู้สึกโดยการคิดไตร่ตรองการปลีกตัวออกมา, จากเหตุของการเริ่มต้นโดยคิดไตร่ตรองการสิ้นสุดลง, จากการยึดติดโดยคิดไตร่ตรองถึงการสละทิ้ง” (๒๕๕) Vajiranana ได้อ้างจาก วิสุทธิมรรค18 ว่า, “มีแปดสภาพด้วยกันที่ไม่มีการหายใจ: ในท้องแม่, เมื่อคนจมน้ำ, ในสภาพที่หมดสติ, ในความตาย, ในฌานที่สี่19 ,ในโลกที่ไม่รู้สึกตัว, ในโลกที่ปราศจากรูปร่าง, และในนิโรธสมาบัติ, การบรรลุถึงการสิ้นสุดของความรู้สึกและการสังเกตุทั้งหมด” (๒๔๓) Ernest Valea ในบทความออนไลน์ชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่มากไปกว่านี้ของการทำสมาธิแบบวิปัสสนา: “…ประสบการณ์ต่างๆ ที่ดำเนินควบคู่ไปกับการคิดไตร่ตรองของชาวพุทธ บนสภาพต่างๆ ของจิตใจ (citta samapatti) สามารถอธิบายว่าเป็นการเข้าใจผิดของความเป็นจริงที่อยู่รอบข้าง เนื่องจากการกำหนดหนทางการทำงานที่ผิดปกติของประสาทสัมผัสและจิตใจ: ‘เมื่อผู้ทำสมาธิมองสภาพต่างๆ ทางจิตใจของพวกเขาเอง มาและไป โดยปราศจากความพยายามที่จะควบคุม, สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นที่จะผันแปรมากและเร็วขึ้นไปอีกและคาดไม่ถึงอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานกิจกรรมที่วุ่นวายนี้จะสร้างความประทับใจที่แรงกล้า ที่เหตุการณ์ต่างๆ ทางจิตใจกำลังโผล่ขึ้นไปสู่ชีวิตเอง, จากแหล่งที่มาที่แตกต่างกันออกไป, มากกว่ามาจากจิตใจของผู้สังเกตเอง, เมื่อผู้ทำสมาธิยังฝืนทำการฝึกฝนแบบนี้ต่อไป, พวกเขาสังเกตด้วยว่ามีการแยกอย่างชัดเจนระหว่างเหตุการณ์ต่างๆ ทางจิตใจที่ถูกสังเกตและจิตใจที่กระทำการสังเกต เมื่อการทำสมาธิดำเนินต่อไปอีก, ทั้งคู่ของเหตุการณ์ต่างๆ ทางจิตใจและจิตใจที่ได้สังเกต เริ่มที่จะแปลกและไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์, ราวกับว่าพวกมันไม่ได้เป็นของผู้สังเกตเอง ณ จุดนี้ประสาทสัมผัสของผู้ทำสมาธิแห่ง “ตนเอง” กลายมาเป็นความสับสนและอ่อนแอ, และในที่สุดมันก็หายไปทั้งหมดในช่วงระยะเวลาอันสั้น… (E. Hillstrom, Testing the Spirits, IVP, 1995, หน้า 114-115)’” ( www.comparativereligion.com/Buddhism.html ) เมื่อบุคคลหนึ่งกลายมาเป็นผู้สังเกต “บุคคลที่สาม” ของพวกเขาเอง, และได้ปฏิเสธแนวคิดว่ามี“ตนเอง”, มันเหมือนกับสละที่นั่งคนขับรถและไปนั่งที่ของผู้โดยสาร นี่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของวิญญาณต่างๆ ภายนอกที่จะเข้ามาและมีอิทธิพลอย่างแท้จริงและมีอำนาจชักจูงอันตราย, อย่างเช่นการหลอกลวงที่จะไปทางผิด ทำไมบุคคลหนึ่งต้องเคลื่อนไปสู่สภาพที่เปลี่ยนแปลงของจิตสำนึก, ในการที่จะยอมรับ “ความจริงต่างๆ ที่ถูกอ้างว่าสูงกว่า?” เราจะสงสัยหรือไม่ว่าตัวแทนขายที่ดินบอกกับเราว่า เราต้องทานยาที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด ก่อนที่จะชื่นชมคุณค่าของบ้านที่กำลังจะขาย? เป้าหมายสูงสุดของการทำสมาธิ, ตามพระไตรปิฎก, คือ นิพพาน– อิสระจากความทุกข์ยากผ่านทางการไม่มีตัวตนของบุคคลแต่ละเดียว ผู้ทำสมาธิหลายคน ที่ทำตามแบบพุทธศาสนาในระดับแรก, ไม่มีนิพานเป็นเป้าหมายของพวกเขา เป้าหมายของพวกเขาอาจเป็นสันติสุขภายใน, สุขภาพทางจิต, หรืออยากจะมีประสบการณ์กับบางสิ่งที่ไม่เหมือนใคร อย่างไรก็ตาม, ดำเนินไปตามทางของการทำสมาธิ, เมื่อเป้าหมายคือนิพพาน ผู้ทำสมาธิกลายมาเป็นบุคคลที่หลุดออกจากความรู้สึกต่างๆ ของพวกเขามากขึ้นและมากขึ้นไปอีก, และกลายมาเป็นโรคเรื้อนฝ่ายจิตวิญญาณ บุคคลที่มีโรคเรื้อนทางกายภาพคือคนที่สูญเสียความรู้สึกแห่งการสัมผัส (และดังเช่น มันอันตรายเมื่อไปทาบเตาที่ร้อน, โดยไม่มีแรงกระตุ้นที่จะดึงออก, อื่นๆ) บุคคลที่กลายเป็นว่าหลุดออกจากอารมณ์ต่างๆ อย่างสมบูรณ์และกลายมาเป็นโรคเรื้อนฝ่ายจิตวิญญาณ, ถึงแม้อาจจะมองดูว่ามีสันติสุขอย่างสงบ, แต่คือไม่ได้รู้ตัวถึงอารมณ์ต่างๆ ที่ซึ่งให้คำเตือนที่จำเป็นและให้การปฏิบัติอื่นๆ ที่ช่วยเหลือทางสุขภาพ มีการกล่าวว่ามีสภาพต่างๆ ของความสุขอันล้นพ้นและแม้กระทั่งความสามารถเหนือธรรมชาติที่จะได้มา ตามหนทางแห่งการทำสมาธิ, แต่ว่าตามคำสอนของพระไตรปิฎก, สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกปฏิเสธอย่างทึกทักไปเองว่าเป็นการเขวไปจากวัตถุประสงค์สูงที่สุด– ของการหยุดอย่างสมบูรณ์ (นิพพาน) ดังนั้นประสบการณ์ต่าง ๆ ใน“ทางบวก”ของการทำสมาธิเป็นเพียง“เหยื่อล่อ”ที่นำไปสู่“ตะขอเบ็ด”แห่งการดับ พูดถึงขั้นสูงสุดของการทำสมาธิ (นิโรธสมาบัติ), Vajiranana เขียนไว้ว่า, “แต่ที่ซึ่งมีประสบการณ์ใน นิโรธสมาบัติคือสภาพของนิพพาน, กล่าวถึงการหยุดกิจกรรมทั้งหมดของสมอง, ซึ่งเปรียบเทียบได้กับนิพพานขั้นสุดท้าย นิพพานขั้นสุดท้ายถูกเรียกว่า “ขันธ์-ปริ-นิพพาน” คือ การหยุดอย่างสมบูรณ์ของขันธ์ทั้งห้าและซึ่งพระอรหันต์ได้บรรลุถึงเมื่อเขาตาย” (๔๖๗) นอกจากอันตรายต่างๆ ของการทำสมาธิในระดับส่วนตัว, การทำสมาธินำไปสู่มาตรฐานที่ตามอารมณ์และนิสัยอย่างที่อ้างกัน การทำสมาธิบางทีถือว่าตามวิทยาศาสตร์, เพราะว่าในการทำสมาธิ, มีคนพูดว่าสามารถมีประสบการณ์ได้อย่างที่พระพุทธเจ้าเคยประสบมา อย่างไรก็ตาม, ผู้ทำสมาธิได้รับการแนะนำล่วงหน้าในสิ่งที่พวกเขาคาดว่าจะได้เจอ การคาดหวังนี้ ได้เชิญอารมณ์ความคิดเห็นจากภายนอกเข้ามา เพราะว่ามันตั้งเงื่อนไขให้คนว่าจะเจออะไรในความคิด ถ้าผู้สอนบอกพวกเขาว่าสามารถคาดหวังที่จะเห็นชีวิตชาติก่อน, พวกเขาถูกจัดการล่วงหน้าที่จะไปสู่สิ่งนั้น เช่นเดียวกัน, มันก็ไม่ได้เป็นมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์, เพราะว่ามีมุมมองที่ “ผิด” หรือนอกรีตที่ถูกบรรยายไว้ในพระไตรปิฎก ถ้าใครคนหนึ่งทำสมาธิและมีประสบการณ์กับบางสิ่งที่นอกรีต– เช่น “ฉันมีวิญญาณนิรันดร์,” สิ่งนี้จะถูกปฏิเสธ การทำสมาธิตามศาสนาพุทธ นำคนออกห่างจากการมีความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์, และทำให้จิตใจของพวกเขาเป็นเหมือนกับเครื่องจักรกลมากกว่า แม้ว่าการทำสมาธิ “กำลังแผ่เมตตาแก่สรรพสิ่ง”, จุดจดจ่อก็อยู่ที่ความสามารถของตัวเอง, และความเมตตานั้นถือว่าไม่ได้ยึดติดกับใคร เมื่อการทำสมาธิเป็นการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, และความคิดอื่นๆ ถูกตัดออกไปทั้งหมด, นี่ทำให้เสียงของสติสัมปชัญญะที่เรียกร้องให้เรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเงียบไป, และวางจิตใจไปที่หนทางที่เพิ่มการปลดปล่อยและการปลีกตัวออกไปมากขึ้น สุภาษิตบทที่ ๑๘, ข้อที่ ๑ กล่าวว่า “คนที่ปลีกตัวไปจากผู้อื่น จงใจกระทำตามใจตนเอง และค้านคติแห่งสติปัญญาทั้งหลาย” ในการปลีกตัวออกไป ความปรารถนาส่วนตัวคนหนึ่งอาจจะสำเร็จ, แต่ว่าสถานการณ์อย่างนี้สามารถเปรียบเทียบกับเด็กที่ปฏิเสธการดูแลความรักจากพ่อแม่ ผู้ซึ่งจัดเตรียมอาหารที่ดีและมิตรภาพกับพวกเขา, แต่เด็กคนนั้นต้องการที่จะไปอาศัยอยู่ในป่าแทน– ปฏิเสธการรับอาหาร, ปฏิเสธเสื้อผ้า, ปฏิเสธการได้รับการศึกษาและปฏิเสธความรักจากพ่อแม่ เด็กแบบนี้จะมีความลำบากในการเอารอดชีวิตและในที่สุดอาจจะสูญเสียความสามารถที่จะสื่อสารกับพ่อแม่ การอธิษฐานและไตร่ตรองตามพระคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้เหมือนกับการทำสมาธิ สวดมนต์หรือภาวนาในศาสนาพุทธ แต่พระคัมภีร์ไบเบิลได้สนับสนุนให้คนพิจารณาหลักการต่างๆและลักษณะของพระเจ้า, เป็นการใช้เวลากับพระเจ้า มันคือความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระเจ้าได้“เลี้ยงดู”ลูกของพระองค์และสื่อสารกับพวกเขา, ขจัดอุปสรรคต่างๆในชีวิตออกไปและประทานสติปัญญาให้ วิทยาศาสตร์ หัวข้อนี้นำไปสู่การอ้างการรู้แจ้งของศักยามุนีถึงการรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง (หรือเป็นคำอ้างของพระไตรปิฎกในนามของเขา) พระไตรปิฎกน่าเชื่อถือมากขนาดไหนว่าเป็นหนังสือแห่งความจริง? ถ้าพระพุทธเจ้าศักยามุนีไม่ได้ทำให้เกิดการเขียนเหล่านี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม, มาตรฐานที่เอาไว้วัดความจริงอยู่ที่ไหน? และ, ถ้าจะอ้างว่าพระไตรปิฏกมาจากพระพุทธเจ้า ทำไมจึงประกอบด้วยความผิดพลาดที่เกี่ยวกับความจริงอย่างมากมาย? ถ้าพระไตรปิฎกเป็นการผสมผสานระหว่างความจริงและข้อผิดพลาด, การมอบความไว้วางใจของชะตาชีวิตบุคคลหนึ่งให้กับคำสอนนี้ ก็จะเหมือนกับ การมอบความไว้วางใจให้กับหมอที่จ่ายยาทั้งที่ดีและเป็นอันตราย – เป็นการเดิมพันอย่างมาก คำอ้างอิงทั้งหมดในส่วนหัวข้อวิทยาศาสตร์นี้ มาจากพระไตรปิฎกตัวมันเอง, ไม่ใช่จากข้อคิดเห็นที่พูดถึงพระไตรปิฏก ในทีฆนิกาย (Dialogues of the Buddha III; 137-139), ได้กล่าวถึงลักษณะหมายสำคัญทั้ง ๓๒ ของบุคคลที่คาดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือผู้ปกครองจักรวาล ท่ามกลางเครื่องหมายเหล่านี้, มีการกล่าวว่าเขาจะต้องมีฟัน ๔๐ ซี่ [ในเวลาที่เป็นเด็กทารก! – ซึ่งเป็นเวลาที่การตรวจสอบได้ถูกทำขึ้น – (Dialogues of the Buddha II; หน้า 13-18)] โดยปกติ เด็ก มีจำนวนฟันครึ่งหนึ่งของจำนวนนั้นคือ ๒๐ ซี่ ผู้ใหญ่จะมีฟัน ๓๒ ซี่โดยรวม (สมมุติว่าไม่ได้เล่นกีฬาโลดโผนมากเกินไป) หรือ ๒๘ ซี่ ถ้าฟันกรามซี่สุดท้ายได้ถอดออกไป การที่จะใส่ฟันอีกแปดซี่เข้าไปในกรามของผู้ใหญ่ดูเหมือนจะเป็นความสามารถมากเลยทีเดียวเชียว แต่ว่าถ้าใส่ฟันอีก ๒๐ ซี่ในกรามของเด็กทารกมันคงจะเป็นการขยายทั้งกรามโดยแท้– ทั้งของกรามและความน่าเชื่อถือมากเหลือเกิน ท่ามกลาง ๓๒ หมายสำคัญนั้น, อีกอย่างหนึ่งคือศักยาภาพของผู้ปกครองจักรวาลหรือพระพุทธเจ้า จะต้องมีลิ้นที่ใหญ่ ใหญ่แค่ไหนล่ะ? ในหนังสือ มัชฌิมนิกาย (Middle Length Sayings II), พราหมณ์คนหนึ่ง ได้ไปพูดคุยกับพระพุทธเจ้า และมองหา ๓๒ หมายสำคัญที่ตัวของพระพุทธเจ้า…“ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคจึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้อุตตรมาณพได้เห็นพระคุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝัก. และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้งสองกลับไปมา สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้งสองกลับไปมา ทรงแผ่พระชิวหาปิดมณฑลพระนลาตทั้งสิ้น.” (๓๓๕) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=13&A=9195&Z=9483 (หากใช้คำง่ายๆ ได้ดังนี้ “จากนั้นเขา, ได้เอาลิ้นออกมา, ตวัดไปมาเหนือหูสองข้างของเขา และตวัดไปมาเหนือรูจมูกของเขา และปกคลุมทั้งหน้าผากของเขาด้วยลิ้นของเขาเอง”) ว้าว, ถึงแม้จะมีรูปปั้นของพระพุทธเจ้าด้วยอากับกิริยาและท่าทางต่างๆ, ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นว่ามีรูปปั้นไหนจะเน้นถึงลักษณะทางกายวิภาควิทยาของเขาที่มีลิ้นใหญ่ยาวขนาดนั้น, แม้ว่าสิ่งนั้นได้มีในพระไตรปิฏก ในการตอบต่อคำถามของพระอานนท์เกี่ยวกับสาเหตุของแผ่นดินไหว (Gradual Sayings IV; หน้า 208-210), พระพุทธเจ้าให้แปดเหตุผลด้วยกัน ประการที่หนึ่ง คือ การอธิบายทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของโลก, ในขณะที่อีกเจ็ดเหตุผล พระพุทธเจ้ากล่าวว่า โลกตอบสนองด้วยการสั่นเมื่อ“การตรัสรู้”ที่หลากหลายประสบความสำเร็จมากมาย ในเหตุผลประการที่หนึ่งสำหรับแผ่นดินไหว, เราเห็นความแตกต่างบางอย่างแท้จริงระหว่างสิ่งที่เขาพูดกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่นี้รู้เกี่ยวกับโครงสร้างของโลกและสาเหตุต่างๆ ของการเกิดแผ่นดินไหว: “พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เหตุปัจจัย ๘ ประการนี้แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรอานนท์ แผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ สมัยนั้นลมพายุพัดจัด ลมพายุพัดให้น้ำไหว น้ำไหวแล้วทำให้แผ่นดินไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๑ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ” http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=6499&Z=6623 ตัวอย่างนี้และตัวอย่างอื่นๆ ที่ตามมา, ได้แสดงให้เห็นถึงการขาดความลงรอยกันกับ “ตามที่สิ่งเป็นจริง” (ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ชนิดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าอ้างว่าได้ให้ไว้) สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวอย่างของการอัศจรรย์ต่างๆ, ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบโดยพื้นฐานตามหลักฐานแต่ละอย่างสำหรับสิ่งนี้หรือต่อต้านสิ่งนี้ ตรงกันข้าม, มีหลายตัวอย่างของ “การอ้างตามความเป็นจริง”, ที่สามารถถูกทดสอบด้วยความรู้สมัยใหม่และความรู้ที่ปราศจากความขัดแย้งในโลกนี้(อย่างเช่น โครงสร้างของทวีปต่างๆ, ความสูงของภูเขาที่สูงที่สุด, ขนาดของมหาสมุทรต่างๆ, และอื่น ๆ) ในพระไตรปิฏก (Dialogues of the Buddha III), ได้บรรยายถึงบรรพบุรุษของมนุษย์ ผู้ซึ่งอายุยืนถึง ๘๐,๐๐๐ ปี, แต่โดยความชั่วทีละเล็กละน้อยหลายๆอย่าง, ช่วงอายุของพวกเขาถูกลดลงเหลือแค่สิบปีเท่านั้น และในช่วงนั้นซึ่งกล่าวว่า มนุษย์เหล่านั้นแต่งงานกันตอนอายุห้าขวบ, และโดยน่าจะตั้งครรภ์อย่างน้อยตอนอายุเก้าขวบถ้าไม่ก่อนหน้านั้น (เนื่องด้วยที่อายุเก้าขวบ“ความแก่” ก็อาจจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว) สิ่งเหล่านี้อ้างชัดเจนถึงมนุษย์ในข้อความนี้, และไม่ได้กล่าวถึงลิง ดังนั้น, ด้วยการเพิ่มขึ้นในการดำเนินชีวิตทางศีลธรรม, มนุษย์ได้ถูกพูดว่า เพิ่มช่วงอายุของพวกเขาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเรื่องนี้เป็นเพียงแต่การเปรียบเทียบเท่านั้น, ทำไมข้อความจึงอ้างอิงถึงเมืองที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นส่วนของประวัติศาสตร์/คำพยากรณ์นี้: “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เมืองพาราณสีนี้ จัก เป็นราชธานีมีนามว่า เกตุมดี...” (๗๓) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=11&A=1189&Z=1702 เช่นเดียวกัน, ถ้านี่เป็นการเปรียบเทียบเท่านั้น, ดังนั้นการทำนายถึงพระศรีอริยเมตไตรยในอนาคต, ผู้ซึ่งถูกพูดว่าจะปรากฎเมื่อช่วงอายุของมนุษย์กลับคืนไปสู่ ๘๐,๐๐๐ ปี เป็นการเปรียบเทียบด้วย ใน “การอ้างตามความเป็นจริง” อย่างอื่น จากปากของคนที่ “ที่อ้างว่าไม่เคยตกไปสู่ความผิดพลาด” (Dialogues of the Buddha III, 25) พระพุทธเจ้าพูดว่า มีปลาในมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่, ที่ไหนก็ตามแต่ซึ่งมีความยาวตั้งแต่ ๑๐๐ – ๕๐๐ yojanas (ความยาว): “อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ ในมหาสมุทรนั้น คือ ปลาติมิ ปลามิงคละ ปลาติมิติมิงคละ พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายใหญ่ประมาณร้อยโยชน์ สองร้อยโยชน์ สามร้อยโยชน์ สี่ร้อยโยชน์ ห้าร้อยโยชน์ ก็มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้ข้อที่มหาสมุทรเป็นที่พำนักของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ ... ” (Book of Discipline V, 333) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/item.php?book=25&item=118&items=1&preline=8&pagebreak=1&mode=bracket ตามคำอธิบายศัพท์ของ Pali Text Society, ๑ โยชน์ ได้ถูกพูดว่าเท่ากับ ๗ ไมล์ นั่นหมายความว่า ปลาที่ยาว ๕๐๐ โยชน์ ก็จะยาวถึง ๓๕๐๐ ไมล์ นั่นเป็นการอ้างอย่างสุดยอดเลยทีเดียว, ถ้าพิจารณาระยะนี้ก็จะยาวกว่าความกว้างของอเมริกาถึง ๗๐๐ ไมล์ (ฝั่งตะวันตกถึงตะวันออก)! เช่นเดียวกัน, มันจะเป็นปลาที่ไม่ได้สัดส่วน เนื่องจากว่าจุดลึกที่สุดของมหาสมุทรลึกประมาณ ๗ ไมล์, ซึ่งโดยความลึกเฉลี่ยประมาณ ๓ ไมล์ สำหรับผู้ที่อ้างว่าสามารถอธิบายถึงสิ่งต่างๆ “อย่างที่พวกมันเป็น” ได้อย่างรอบรู้ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรทางวิญญาณหรืออาณาจักรทางกายภาพ, มันไม่มากเกินไปที่จะถามว่าเขาสามารถที่จะวินิจฉัยสิ่งช่วยเหลือทางกายภาพและชี้แนะการรักษาอย่างเหมาะสม ในเล่มที่สี่ของ Book of Discipline, มีเรื่องราวต่างๆที่บอกชัดเจนว่า ความรู้ของพระพุทธเจ้าเทียบไม่ได้กับมาตรฐานความรู้สมัยใหม่, ซึ่งการรอบรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นการรอบรู้ที่น้อยกว่ามากกับการรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ในกรณีหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ให้การอนุญาตของเขาในการบริโภคเนื้อดิบและเลือดจากหมูว่า: “ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเพราะผีเข้า พระอาจารย์ พระอุปัชฌายะ ช่วยกันรักษาเธอ ก็ไม่สามารถแก้ไขให้หายโรคได้ เธอเดินไปที่เขียงแล่หมู แล้วเคี้ยวกินเนื้อดิบ ดื่มกินเลือดสด อาพาธเพราะผีเข้าของเธอนั้น หายดังปลิดทิ้ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเนื้อดิบ เลือดสด ในเพราะอาพาธเกิดแต่ผีเข้า.’” http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=05&A=775&Z=947 การรักษาที่อนุญาติโดยพระพุทธเจ้า, คือการให้วิญญาณ “ที่ไม่ใช่มนุษย์” (เช่น ปีศาจ, วิญญาณชั่ว) หมกมุ่นตนเองในเนื้อดิบและเลือดสดๆ มันจะชาญฉลาดไหม ที่มีโรคอะไรที่ซึ่งจะรับเอาแนวทางการรักษาอย่างนี้? ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ขับไล่วิญญาณชั่วผู้บุกรุกออกไปเสีย อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทำอยู่บ่อยๆ? ในทางตรงกันข้ามอีกสถานการณ์หนึ่ง พันธกิจของพระเยซูคริสต์, ที่ซึ่งรักษาได้ถูกบรรยายโดยใช้คำว่า “ทันที,” พระพุทธเจ้าอนุญาตสำหรับการรักษาที่หลากหลาย, ซึ่งบ่อยครั้งตามมาด้วยคำว่า, “เขาไม่ดีขึ้นเลย” ตามเหตุการณ์ต่อไปนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการขาดการรักษาที่เหมาะสมโดยพระพุทธเจ้า: “‘ภิกษุนั้นต้องการผ้าพันแผล ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ‘เราอนุญาต ผ้าพันแผล’ แผลคัน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ‘เราอนุญาตให้ชะด้วยน้ำแป้งเมล็ดพรรณผักกาด’ แผลชื้นหรือเป็นฝ้า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ‘เราอนุญาตให้รมควัน’ เนื้องอกยื่นออกมา ... ดูกรภิกษุ- *ทั้งหลาย ‘เราอนุญาตให้ตัดด้วยก้อนเกลือ’ แผลไม่งอก” www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=5&A=987&Z=1043 เมื่อผู้ใดมืดมนเกี่ยวกับความเป็นจริงๆต่างทางกายภาพ, ทำไมเราควรที่จะต้องไว้วางใจเขาเกี่ยวกับความเป็นจริงที่มีน้ำหนักมากกว่า, ความเป็นจริงในความสำคัญของชั่วนิรันดร์และความเป็นจริงทางฝ่ายจิตวิญญาณ? ท้ายที่สุด, เนื่องจากทฤษฎีของวิวัฒนาการดูเหมือนว่าเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับศาสนาพุทธ (ไม่ต้องมีผู้สร้าง), นั่นหมายความว่า ศาสนาพุทธถูกต้องกว่าหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์หรือ? ประการที่หนึ่ง, พระพุทธเจ้าไม่ได้อธิบายถึงต้นกำเนิดสูงที่สุดและพูดว่าการพิจารณาถึงต้นกำเนิดเป็นหนึ่งในความพยายามที่ไร้ประโยชน์ในชีวิต (เนื่องด้วยการพิจารณาเช่นนี้ไม่ได้นำไปสู่นิพพาน) แต่, ถ้าไม่มีผู้สร้าง, เราจะสามารถคาดหวังได้อย่างไรว่าโลกของเราจะมีศีลธรรม(หรือความยุติธรรมแห่งกรรมอันใด), ถ้าทุกสิ่งเกิดขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตผ่านความบังเอิญ, มีโครงสร้างสลับซับซ้อนที่ไม่มีใครออกแบบ, จะมีศีลธรรมได้อย่างไร เพราะว่าศีลธรรมไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้โดยบังเอิญและโดยไม่มีใครตั้งมาตรฐานไว้ นอกจากการขาดความร่วมกันระหว่างวิวัฒนาการและศาสนาพุทธ, ยังมีปัญหาที่ลึกกว่านั้น- วิวัฒนาการยังเป็นแค่ทฤษฎี- และหลังจากนั้นแล้วหลายปี ตั้งแต่ “การค้นพบ”ของดาร์วิน, หลักฐานสำหรับการวิวัฒนาการไม่ได้เพิ่มขึ้น, แต่กลับลดลง อย่างเช่น, ภาพเรียงที่มีชื่อเสียงที่แสดงถึงลิงที่เริ่มวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์, ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นการหลอกลวง, เป็นลิงอย่างเดียวเท่านั้น, หรือเป็นมนุษย์อย่างเดียวเท่านั้น, ซากฟอสซิลของสัตว์ผสมที่กำลังกลายรูปร่าง (The Missing Link) ที่เขากล่าวว่ากำลังเปลี่ยนรูปร่างนั้นก็ยังขาดไปอยู่ เวปไซท์ www.answersingenesis.org มีบทความ, เสียง, และภาพ ซึ่งนำเสนอโดยนักวิทยาศาสตร์ปริญญาเอกที่เชื่อในการทรงสร้าง, ได้เสนอถึงหลักฐานที่สนับสนุนพระผู้สร้างของโลกนี้ สำหรับใครบางคนที่เติบโตมาด้วยความคิดแบบวิวัฒนาการ, พระผู้สร้างดูเหมือนว่า “ไม่เป็นวิทยาศาสตร์”, แต่ว่าหลักฐานที่สนับสนุนว่ามีผู้สร้างก็อยู่ที่นั่นแล้ว ในการที่จะขับไล่หลักฐานนี้ โดยปราศจากการตรวจสอบอย่างยุติธรรม ก็จะทำให้ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เสียเอง ควรหรือไม่ที่เราจะยอมรับบางสิ่ง เพียงแค่ว่ามันเป็นความคิดเห็นในยุคของเราหรือในการเห็นด้วยต่อศีลธรรมตามใจเราเองในชีวิต? บุคคลที่ตามเหตุผลไม่ได้ตามใจตัวเอง ควรจะเต็มใจที่จะตามหลักฐานว่าจะนำไปสู่ที่ใด, แม้สิ่งนั้นจะนำไปสู่พระเจ้า พระเจ้า ในชาดก ๕๔๓, มีคำถามเกี่ยวกับพระผู้สร้าง20 “ทำไมสรรพสิ่งของเขาจึงถูกลงโทษสู่ความเจ็บปวด? ทำไมเขาไม่ให้ความสุขแก่ทุกสิ่ง” (Jones, ๑๔๔) ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าในศาสนาพุทธและการเน้นที่ความพยายามของตัวเอง, อ้างสำหรับมนุษย์ถึงอำนาจในการตัดสินใจเด็ดขาดตามความคิดเห็นของพวกเขาเอง ความทุกข์ยากที่เห็นชัดแจ้งในโลกนี้ บ่อยครั้งให้เป็นเหตุผลสำหรับการปฏิเสธพระเจ้าที่ทรงมีความรักและมีฤทธิ์ธานุภาพ หนังสือโยบในพระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวถึงปัญหาของความอยุติธรรมที่ปรากฎในโลกนี้ เวลาคนตัดสินเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆของพวกเขา, ผู้คนทึกทักเอาว่ารู้ทุกสิ่งที่สามารถรู้ได้ในสถานการณ์นั้นๆ โยบก็มีการร้องทุกข์ที่คล้ายๆกัน, เพราะว่าจากมุมมองของเขา เขาไม่สามารถเห็นถึงความยุติธรรมใดๆเลยในสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ ในการตอบสนอง, พระเจ้าได้ถามโยบด้วยคำถามสี่บทเต็ม (โยบ บทที่ ๓๘-๔๑), ซึ่งทำให้โยบตระหนักว่าเขามีความรู้ที่จำกัดเพียงไหน ในการวางการพิพากษาต่อพระเจ้าทำให้เราเข้าใจเอาเองว่าสิ่งไหนถูกโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งมุมมองที่มีขอบเขตและจำกัด มีความรู้อะไรที่บุคคลหนึ่งมี, ที่พระเจ้าผู้สร้างยังไม่ได้พิจารณา? ความไร้สาระในโลกนี้ควรทำให้เราหันไปหาพระผู้สร้างสำหรับทิศทางและการเริ่มใหม่, แทนที่จะคิดว่าเราสามารถจัดการปัญหาด้วยตัวของเราเอง พระเยซูสอนเหล่าสาวกของพระองค์ถึงความจำเป็นของพวกเขาที่จะถ่อมตัวลงตรงหน้าพระเจ้าว่า: “พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่งมาให้อยู่ท่ามกลางเขา แล้วตรัสว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ได้เลย’” (มัทธิว ๑๘:๒-๓) สิ่งที่เราเห็นในโลกนี้บ่อยครั้งไม่ยุติธรรม- คนชั่วร่ำรวยขึ้น, ‘คนดีตามมาตรฐานที่คนทั่วไปคิด’เผชิญความทุกข์ยากและอื่นๆ… แต่ว่าเราจำเป็นต้องรู้ถึงมุมมองของนิรันดร์, ซึ่งรวมทั้งวันแห่งการพิพากษาซึ่งพระเจ้าจะพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม ในทางศาสนาพุทธ, คำถามเกี่ยวกับการเป็นมีอยู่ของพระเจ้าได้ถูกจัดวางในประเภทของการครุ่นคิดทางปรัชญาที่ไร้ประโยชน์ – ถือกันโดยทั่วไปว่าคำถามนี้ไม่สามารถช่วยให้ความทุกข์ของผู้คนสิ้นสุดลงโดยทางนิพพาน รู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง, ที่การรู้จักพระเจ้าไม่ได้นำเราไปสู่นิพพาน (การไม่มีตัวตน) เนื่องด้วย, ในการพิจารณาถึงการขาดการรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของศักยามุนี, ก็เป็นการยากที่จะแนะนำให้ไว้วางใจในการคาดการณ์ของเขาเกี่ยวกับอะไรที่ควรแก่การติดตามหรืออะไรที่ไม่ควรแก่การติดตาม ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของเราทำงานไม่ปกติ, เราต้องอ่านคู่มือการใช้งานจากบริษัทผู้สร้างหรือเรียกหาคนที่สร้างเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ในทำนองเดียวกัน, พระเจ้าผู้สร้างเรามีคำตอบสำหรับสถานการณ์ที่ยากลำบากในชีวิต สรุป มองไปยังศาสนาพุทธอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้, ถ้าศาสนาพุทธเป็นการเดินทาง, มันจะเป็นการเดินทางในที่ซึ่งแผนที่ประกอบด้วยคำอ้างเทียมเท็จต่างๆ, “ผู้ค้นพบ” การเดินทางนี้ก็ไม่ได้อยู่ข้างเราอีกต่อไปแล้วที่จะเสนอการช่วยเหลือใดๆ, และที่สุดของที่สุด คนหนึ่งก็ดับสลายเมื่อไปถึงจุดหมาย แม้ว่าศาสนาพุทธเป็นระบบที่น่าหลงไหล, มันนำคนออกจากทางของพระเจ้า ผู้ซึ่งพระองค์ทรงรักพวกเขา, มันนำคนออกจากชีวิตนิรันดร์ที่ไม่เสื่อมสลาย, และนำเราออกจากวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ให้แก่เรา– ชีวิตที่ได้รับการชำระจากความบาปและความสัมพันธ์กับพระผู้ทรงสร้าง– ทำให้เป็นไปได้, โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งรับการลงโทษแทนเราบนไม้กางเขน โดยไม่ใช่จากการชำระตัวเราด้วยความดีของเราเอง ในการปฏิเสธสิ่งนี้ ก็เป็นการปฏิเสธแผนที่ที่แท้จริงที่ไปสู่สวรรค์21, ความช่วยเหลือสำหรับการเดินทาง, และผู้นำทางที่ซึ่งไม่ให้เราล้มเหลว ในการยอมรับและรับเอาสิ่งนี้ก็เป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์แห่งความไว้วางใจกับพระผู้ทรงสร้างของเรา “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ แต่ผู้ที่มิได้เชื่อก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดจากพระเจ้า” (ยอห์น ๓:๑๖-๑๘) อ้างอิง พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ฉบับ 1971 (ฉบับเรียงพิมพ์ใหม่ 1998) Childers, R.C. (1979). A Dictionary of the Pali Language. New Delhi: Cosmo Publications. Gogerly, D.J. (1885). The Kristiyani Prajnapti or The Evidences and Doctrines of the Christian Religion in three parts. Colombo: Christian Vernacular Education Society. Herman, A.L. (1996). Two Dogmas of Buddhism. In Pali Buddhism Hoffman, F.J., Mahinda, D. (Eds.) Surrey: Curzon Press. Jones, J.G. (1979). Tales and Teachings of the Buddha: The Jataka Stories in relation to the Pali Canon. London: George Allen & Unwin. Keown, D. (2000). Buddhism: A very short introduction. Oxford: Oxford University Press. Odzer, C. (1998). Abortion and Prostitution in Bangkok. In Buddhism and Abortion. Keown, D. (Ed.). Great Britain: Macmillan Press Ltd. Rahula, W. (1999). What the Buddha Taught. Bangkok: Haw Trai Foundation. Rhys Davids, T.W. & Stede, W. (1966). The Pali Text Society’s Pali-English Dictionary. London: Luzac & Company, Ltd. The Debate of King Milinda: An Abridgement of The Milinda Panha. (1998) Pesala, B. (Ed.) Delhi: Motilal Banarsidass Publishers Pte. Ltd. The Pali Canon (พระไตรปิฎก): Pali Text Society Version. Abbreviations of Pali Text Society books, with Pali titles in parentheses: V = Book of Discipline (Vinaya Pitaka); GS = Gradual Sayings (Anguttara Nikaya); D = Dialogues of the Buddha (Digha Nikaya); KS = Kindred Sayings (Samyutta Nikaya); MLS = Middle Length Sayings (Majjhima Nikaya); JS(S) = Jataka Stories (Jataka). Trimondi, V. & Trimondi, V. (1999) Der Schatten des Dalai Lama: Sexualitaet, Magie und Politik im tibetischen Buddhismus. Duesseldorf: Patmos- Verlag. Vajiranana, P. (1987). Buddhist Meditation in Theory and Practice: A General Exposition According to the Pali Canon of the Theravada School. Kuala Lumpur: Buddhist Missionary Society. เชิงอรรถ 1 ศักยามุนีหมายถึงนักปราชญ์ของวงศ์ตระกูลศักยา (ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของ สิทธัตธะ โกตะมะ- “พระพุทธ” ที่คนส่วนใหญ่อ้างอิงถึงเมื่อกล่าวถึง“พระพุทธเจ้า,” ถึงแม้ว่าจะมีพุทธเจ้าหลายคนในศาสนาพุทธก็ตาม) 2 คำสอนที่ว่าไม่มี “ตนเอง” หรือ “วิญญาณ” ที่ถาวร ที่มนุษย์มี 3 ข้อต่างๆของนิทานชาดกได้ถือว่าอยู่ในพระไตรปิฎก, แต่ว่าเรื่องเล่าชาดกที่ไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎกถือว่าอยู่ในประเภทของข้อคิดเห็นมากกว่า 4 นิกายทั้งสี่ใน “ตะกร้า” ที่สองของพระไตรปิฎก, เรียกว่าสุตตันตปิฎก แท้จริงแล้วมีห้านิกายในตะกร้านี้, แต่ว่านิกายที่ห้านั้น (ขุททกนิกาย) ถือว่ามีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า, ซึ่งได้บรรจุเพิ่มเติมในภายหลัง 5 พระไตรปิฎกเป็นแหล่งคำสอนของพุทธศาสนิกชนแบบเถรวาท คำแปลของพระไตรปิฎกนี้แตกต่างกันในระหว่างประเทศ(เช่น ศรีลังกา,พม่า, และไทย), แต่ก็มีการเห็นด้วยกันในข้อหลักๆซึ่งควรจะมีในพระไตรปิฎกส่วนใหญ่ พระไตรปิฎกถูกแบ่งออกเป็นสาม“ตะกร้า”-วินัยปิฎก, สุตตันตปิฎกและอภิธรรมปิฎก 6 ห้าขันธ์ที่ซึ่งคนเราได้ถูกพูดว่าประกอบด้วยคือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขารและวิญญาณ 7 สูตร หมายถึงตะกร้าที่สองของพระไตรปิฎก (สุตตันตปิฎก) 8 การรวมกันทั้งห้า (ขันธ์ทั้งห้า) ที่ได้อ้างอิงในเชิงอรรถข้อที่ 6 9 คำบาลีสำหรับคำนี้คืออัตตา Rahula จำกัดความ อาตมันว่าเป็น “วิญญาณ, ตนเอง, อีโก้” (หน้า ๑๔๒ ฉบับภาษาอังกฤษ) 10 “คนที่อุทิศตนทั้งหมดไปสู่การบรรลุการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์ของพระพุทธเจ้า, ซึ่งคนนั้นจะต้องพัฒนาความสมบูรณ์ต่างๆจนระยะเวลายาวนานหลายยุค” (Pesela, ๑๑๐) 11 หนึ่งในจำนวนหลายนรก (แดนชำระ; purgatories) ในระบบจักรวาลวิทยาของพุทธศาสนา 12 สภาพของบุคคลที่เป็นพระอรหันต์ (บางทีก็สะกดว่า อรหัต) Rahula จำกัดความ พระอรหันต์ว่าเป็น “ผู้หนึ่งที่เป็นอิสระจากโซ่ตรวนต่างๆ, ความมลทินต่างๆและสิ่งสกปรกต่างๆ โดยทางการตระหนักแห่งนิพพานในขั้นที่สี่และขั้นสุดท้าย, และเป็นผู้ที่เป็นอิสระจากการเกิดใหม่” (๑๔๒) 13 Herman ได้อธิบายถึงการใช้คำว่าคำสอนที่นับถืออย่างเคร่งครัดในเชิงอรรถของเขา: “ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่มีอะไรมุ่งร้ายในการใช้คำว่า “คำสอนที่นับถืออย่างเคร่งครัด” ในการที่จะอธิบายหลักคำสอนที่เป็นส่วนสำคัญหรือหลักการที่มีสิทธิอำนาจ ชาวพุทธจำนวนมากชอบที่จะเชื่อว่าพวกเขาไม่มีคำสอนที่นับถืออย่างเคร่งครัด ข้าพเจ้าขอแนะนำว่าไม่มีใครที่ไม่มีคำสอนที่นับถืออย่างเคร่งครัด, และคนที่จะเชื่ออย่างแตกต่างออกไปนั้นอย่างน้อยก็ได้เชื่อในคำสอนที่เคร่งครัดหนึ่งอันแล้ว” (๑๖๐) คำสอนที่นับถืออย่างเคร่งครัดทั้งสองที่เขาชี้คือนิพพานและการยืนยันว่าความไม่ถาวรนำไปสู่ความเศร้าโศกตลอด 14 พุทธศาสนานิกายมหายานพบมากในประเทศจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, เนปาล, ไต้หวันและเวียดนาม 15 นี่เป็นหนึ่งในนรกภูมิจำนวนมาก (แดนชำระ) ในระบบจักรวาลวิทยาในศาสนาพุทธ 16 พระธรรมสามารถแปลได้ว่าเป็นตัวเนื้อหาของการสอนหรือหลักคำสอน 17 การทำสมาธิแบบวิปัสสนา เป็นสิ่งที่ทำให้การทำสมาธิของพุทธศาสนาไม่เหมือนใคร, ซึ่งเน้นที่การมีอยู่แบบไม่ถาวร (อนิจจัง), ไม่พึงพอใจ (ทุกข์), และไม่มีตัวตน (อนัตตา) 18 เป็นผลงานที่ไม่ได้ตามพระไตรปิฏก ซึ่งเขียนขึ้นโดย พระพุทธโฆสะ (พระพุทธโฆษาจารย์), แต่ก็เป็นที่นับถืออย่างมากท่ามกลางพุทธศาสนิกชนแบบเถระวาท 19 ฌาน ก็ถูกสะกดว่า ธยาน ด้วย, Rahula จำกัดความ ธยานาว่าเป็น, “ภวังค์”, การทำสมาธิ (recueillement), เป็นสภาพของจิตใจที่บรรลุโดยการทำสมาธิขั้นที่สูงขึ้น” (๑๔๓) 20 ในกรณีนี้ผู้สร้างถูกอ้างว่าเป็นพราหมณ์, แม้ว่าสิ่งนี้ใช้เป็นเพียงข้อโต้แย้งที่ต่อต้านการมีอยู่ของพระผู้สร้าง 21 สำหรับตัวอย่างต่างๆของความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ไบเบิล, เวปไซท์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ได้เสนอถึงหลักฐานบางอย่างจากประวัติศาสตร์,โบราณคดี, คำพยากรณ์ต่างๆ ที่สำเร็จ, และอื่นๆ http://www.apologeticsinfo.org/resource.html http://www.letusreason.org/Apolodir.htm http://www.leaderu.com/offices/billcraig/menus/historical.html http://www.ankerberg.com/Articles/article-index-b_1.html แผนที่ของพุทธศาสนา โดย สก๊อต โนเบิล ( [email protected] ) แปลโดย วีรวัจน์ เกียรติกุลพัฒนา ([email protected]) ๖ พฤศจิกายน ๒๐๐๔
April 3, 2025
มีหลายสิ่งที่คนตายไม่สามารถทำได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่คนตายไม่สามารถทำได้คือ ช่วยจิตวิญญาณของคนให้รอด ในเอกสารของผมก่อนหน้านี้ในหัวข้อที่ว่า “แผนที่ของพุทธศาสนา”ผมศึกษาค้นคว้าบางส่วนของคำสอนในทางศาสนาพุทธ ถ้าเราจะเปรียบเทียบชีวิตเหมือนการเดินทาง, แผนที่ทางศาสนาพุทธไม่ได้ระบุจุดหมายปลายทางอย่างชัดเจน, ผู้ทำแผนที่ไม่ได้อยู่ใกล้ตัวคุณที่จะช่วยนำใคร, และแผนที่ได้เต็มไปด้วยคำแนะนำอันตรายในทางจิตวิญญาณ, อำนาจของแผนที่ขึ้นอยู่กับความคิดของตนเองและประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีจำกัด จุดประสงค์ของผมในการเขียนเอกสารนี้ไม่ใช่เป็นการกล่าวร้าย, แต่ช่วยให้เข้าใจง่ายแก่ผู้คนที่จะตรวจสอบข้อจำกัดของศาสนาพุทธและเพื่อต้อนรับแก่ผู้คนที่จะคืนดีกับพระเจ้า, ผู้สร้างเรา ในเอกสารนี้, มี ๕ หัวข้อที่อยากให้พวกเราได้ดู : ๑. ประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอนของศาสนาพุทธ , ๒.การเป็นที่พึ่งของตนเอง , ๓.การเติมสิ่งที่ไร้ประโยชน์ในจิตใจของมนุษย์ , ๔. ศีลธรรมที่ไร้ที่ยึดเหนี่ยว ; และ ๕. หลงทางไปจากพระเยซูคริสต์ ในเอกสารนี้ผมได้เปิดเผยสัตว์ที่พระพุทธเจ้าได้มีส่วนร่วมมากที่สุดในงานศิลปะ ๑. ประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอนของศาสนาพุทธ พระธรรม (Buddhist Scriptures) พระธรรมในพระไตรปิฏกซึ่งได้ถูกเขียนลงในภายหลังอย่างช้ามาก, และพระธรรมของนิกายอื่นทางศาสนาพุทธได้ถูกจัดทำขึ้นและเขียนลงในภายหลังช้ากว่าอีก พระไตรปิฏกได้ถูกเขียนลงประมาณ ๗๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช ที่ ศรีลังกา (Veidlinger, ๒๓) : “นักวิชาการหลายคนในปัจจุบันเชื่อว่าถ้อยคำจากพระไตรปิฏกภาษาบาลีได้ถูกส่งผ่านจากปากต่อปากประมาณ ๔๐๐ ปี, จากช่วงเวลาจากจุดกำเนิดจนถึงช่วงศตวรรษแรกในยุคก่อนคริสต์ศักราช” (Veidlinger, ๒) มันมีช่วงห่างของเวลามากจากช่วงเวลาที่จะเขียนจนถึงช่วงเวลาที่เอกสารต้นฉบับที่เขียนด้วยมือที่ยังหลงเหลืออยู่ Veidlinger เขียนว่า : “เทคนิคการเขียนเอกสารภาษาบาลีตามประเพณีในโลกเถรวาทส่วนใหญ่ ปรากฏให้เห็นต้นฉบับที่เขียนด้วยมือในศตวรรษที่ ๑๙ ต้นฉบับที่เขียนด้วยมือภาษาบาลีที่เก่าแก่ที่สุดถูกพบย้อนหลังในช่วงศตวรรษที่ ๖ มันประกอบขึ้นด้วยการคัดเลือกจากบางส่วนต้นฉบับที่เขียนด้วยมือเท่าที่มีอยู่แรกเริ่มจากศรีลังกาเป็นของ Samuttanikaya จากปีคริสต์ศักราช ๑๔๑๑” (๑๔-๑๕) สิ่งนี้ได้ยืนยันอ้างอิงจากสองเว็บไซต์ : “เศษชิ้นส่วนวัตถุที่เรามีเป็นของเนปาลและอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๘ หรือ๙ ; ต้นฉบับที่เขียนด้วยมือที่สมบูรณ์แรกเริ่มสุดในเอกสารแต่ละชิ้นส่วนมาจากคริศต์ศตวรรษที่ ๑๕ ; และเราไม่มีสำเนาไตรปิฏกที่สมบูรณ์จากช่วงเวลาก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘” http://dharmastudy.net/the-pali-canon “…ไม่มีต้นฉบับที่เขียนด้วยมือจากที่แห่งใดในอินเดีย นอกเหนือจากเนปาล ที่ยังหลงเหลืออยู่ ส่วนมากต้นฉบับที่เขียนด้วยมือที่สามารถใช้ได้มีอยู่ถึงนักวิชาการตั้งแต่ PTS [Pali Text Society]เริ่มต้น ซึ่งระบุเวลาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ – ๑๙ C.E.” http://www.palitext.com/subpages/lan_lite.htm ในทำนองเดียวกัน Hinuber ได้ยืนยันสถานการณ์ด้วยการเขียนว่า “การทำต่อต้นฉบับที่เขียนด้วยมือด้วยเล่มที่สมบูรณ์ได้พึ่งเริ่มขึ้นในช่วงปลายคริศต์ศตวรรษที่ ๑๕ ด้วยเหตุนี้ แหล่งที่มาที่สามารถใช้ได้มีขึ้นมาทันทีในเชิงอักษรศาสตร์สำหรับเถรวาท ซึ่งแยกออกจากพระพุทธเจ้าเกือบมาประมาณ ๒,๐๐๐ ปี” (๔) คำที่ว่า “เล่มที่สมบูรณ์” ในที่นี้หมายถึง แต่ละส่วนของเล่มในพระไตรปิฏก ถ้าเราระบุวันตายของพระพุทธเจ้าประมาณ ๔๑๐ ปี ก่อนคริสต์ศักราช โดยเห็นพ้องร่วมกันโดยนักวิชาการสมัยใหม่, ฉะนั้นช่วงห่างระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระไตรปิฏกฉบับสมบูรณ์ในรูปแบบเอกสารที่เขียนด้วยมือนั้นมากกว่า ๒,๐๐๐ ปี เราก็มีช่องว่างระหว่างเวลาประมาณ ๔๐๐ ปีจากช่วงเวลาของพระพุทธเจ้าก่อนจะเขียนลงสู่พระไตรปิฏก, เกือบ ๒,๐๐๐ ปีจากพระพุทธเจ้าจนถึงแต่ละเล่มของพระไตรปิฏกที่สมบูรณ์แรกสุด (ถึงแม้ว่าจะมีบางชิ้นส่วนก่อนหน้านั้น) และมากกว่า ๒,๐๐๐ ปีจากเวลาของพระพุทธเจ้าจนถึงต้นฉบับพระไตรปิฏกที่เขียนด้วยมือฉบับสมบูรณ์ ในความแตกต่าง, เรามีแต่ละเล่มของพันธสัญญาใหม่ในรูปแบบของต้นฉบับที่เขียนด้วยมือจากประมาณ ๑๕๐ ปีหลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากความตาย (ถึงแม้ว่าจะมีบางชิ้นส่วนก่อนหน้านั้น) และพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับสมบูรณ์ที่เขียนด้วยมือประมาณ ๓๐๐ ปี หลังจากพระเยซูฟื้นคืนชีวิต เรามีแต่ละเล่มของพันธสัญญาเก่าจากประมาณ ๒๐๐ ปี ก่อนคริสต์ศักราชจากถ้ำในทะเลตาย (Dead Sea) ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ พระไตรปิฏกได้ถูกเขียนลงบนหินในพม่า... “กษัตริย์มินดง แนะนำเครื่องตีเหรียญเครื่องแรกในพม่า, และในปีคริสต์ศักราช ๑๘๗๑ ได้ครอบครองสภาศาสนาพุทธที่ห้าในมัณฑะเลย์ (Mandalay) เขาได้สร้างหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปีคริสต์ศักราช ๑๘๖๘, พระไตรปิฏก, ๗๒๙ หน้าของพระไตรปิฏกศาสนาพุทธ จารึกลงในหินอ่อนและหินแผ่นแบนในสถูปเล็กๆ” http://en.wikipedia.org/wiki/Mindon_Min อย่างไรก็ตาม “เขียนลงบนหิน” เป็นสำนวนสำหรับบางอย่างที่แท้จริงและแน่นอน, Trevor Ling เขียนเกี่ยวกับโครงการของกษัตริย์มินดง ว่า, “ผิดพลาดในการแกะสลักตัวหนังสือซึ่งจำเป็นต้องทำการปรับปรุงแก้ไข...” (๑๒๔) การปรับปรุงแก้ไขนี้กระทำอยู่ในช่วงเวลาสภาศาสนาพุทธที่หก (ปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๔-๑๙๕๖) ในพม่า ในประวัติศาสตร์ศรีลังกา [ที่ซึ่งพระไตรปิฏกได้ถูกขียนลง (๗๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช), และที่คำอธิบายได้ถูกเรียบเรียง (ประมาณ๕๐๐ ปี หลังคริสต์ศักราช)], โดยถ้อยคำได้ผ่านการกวาดล้างใน คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒: “ เมื่อ กษัตริย์ Parakramabahu ที่ ๑ (ปีคริสต์ศักราช ๑๑๕๓ – ๑๑๘๖) ปฏิรูปศาสนาพุทธในซีลอนช่วงคริศต์ ศตวรรษที่ ๑๒, พระจาก Abhayagiri- และ Jetavana-vihara ได้บวชอีกรอบตามประเพณีมหาวิหาร เพราะฉะนั้น, ถ้อยคำเดิมของพวกเขา ก็ค่อยๆ เลือนหายไป, และมีแค่ ถ้อยคำแบบเถรวาทที่หลงเหลืออยู่เหล่านั้นในวัดอารามเพียงแห่งเดียว, มหาวิหาร” (Hinuber, ๒๒) ประวัติศาสตร์ของพระไตรปิฏกมันห่างไกลมากจากบางสิ่งที่เขียนลงบนหิน (แม้ว่ามันได้ถูกพยายาม) แม้ว่าคำที่เรียกว่าคำของของพระพุทธเจ้าเอง (ในพระวินัยปิฏกของพระไตรปิฏก) ชี้ให้เห็นว่าคำสอนของเขานั้นไม่สามารถดำรงให้อยู่โดยไม่เสียหายได้ “พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัท-*ธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น”(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=07&A=6253&Z=6271 โดยเหตุที่ ผู้หญิง “ออกเรือนบวช” และห้าร้อยไปได้ผ่านมาแล้ว, โดยคำพูดของเขา, ธรรมได้หมดอายุไปแล้ว ถ้าเราจะพูดว่านั่นเป็นคำพยากรณ์เท็จ, ดังนั้นความเชื่อถือได้ของพระไตรปิฏกนั้นผุกร่อนลงและพระพุทธเจ้าเป็นผู้พยากรณ์เท็จ ถ้าเราจะพูดว่านั่นเป็นคำพยากรณ์ที่แท้จริง, แต่ยังไงมันก็ยังเท็จอยู่, เพราะว่าห้าร้อยปีได้ล่วงมาแล้ว, และด้วยเหตุนี้ “พระธรรมที่แท้จริง” (ประกอบด้วยคำพยากรณ์นี้ถ้ามันเป็นจริง) คงผ่านพ้นไปแล้ว Shravasti Dhammika, แม้ว่าเขามอบตัวแก่พระพุทธศาสนา, เขาได้เขียนบทวิจารณ์หักล้างพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เขาได้ยอมรับถึงความแข็งแกร่งของคริสเตียนหลายครั้งในหนังสือของเขา “ถึงแม้ว่า คริสเตียนเป็นคนกลุ่มน้อยในประชากรของประเทศไทย แต่พวกเขาได้ช่วยเหลืองานสังคมที่ไม่ใช่ของรัฐที่มีอัตราส่วนที่สำคัญ อย่างเดียวกันนี้ในดินแดนเถรวาทอื่นๆ” “เงินทุนของงานสังคมเถรวาทเล็กๆนี้มีอยู่ ซึ่งส่วนมากมาจากชุมชนและงานสังคมแบบนี้ที่มักจะกระทำโดยอิทธิพลของชาวตะวันตกหรือหรือไม่ก็คริสเตียน... ในการเลียนแบบตามงานสังคมคริสเตียนหรือกระทำในสิ่งที่สวนทางที่สังคมคริสเตียนทำ” “อะไรในสิ่งที่ชาวคริสเตียนได้รับความรักเป็นศูนย์กลางของชีวิตและปฏิบัติต่อผู้ตาม? มีอะไรในเถรวาทที่ไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้น?” http://www.buddhistische-gesellschaft-berlin.de/downloads/brokenbuddhanew.pdf ทั้งๆที่เป็นความคิดของเขา, เขาไม่ได้แสดงให้เห็นว่าพระไตรปิฏกภาษาบาลีนั้นมีข้อบกพร่อง เขายังยืนยัน, “น่าเศร้าใจที่คำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฏกภาษาบาลี เป็นไปได้มากกว่าที่จะสามารถกล่าวถึงปัญหาสมัยใหม่นี้และสิ่งที่จำเป็นมากกว่าคำสอนโบราณอื่นๆ” http://www.buddhistische-gesellschaft-berlin.de/downloads/brokenbuddhanew.pdf นี่เป็นเรื่องไม่ตรงกัน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่มีเพียงไม่กี่หน้าหลังจากที่เขาโต้แย้งตัวเองในการเสียอำนาจของพระไตรปิฏกภาษาบาลีและใช้ความคิดเห็นของเขาเองมากกว่าพระไตรปิฏกที่กล่าวถึงปัญหาสมัยใหม่: “อย่างใดก็ตาม สิ่งที่พระพุทธเจ้าพูดหรือที่คนบอกว่าเขาพูด, ชาวพุทธยานเชื่อว่ามันผิดที่จะแยกผู้หญิงออกจากชีวิตสงฆ์, ที่ซึ่งมันไม่เหมาะสมในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ ที่ต้องการพวกเขา เพื่อเป็นรองผู้ชายตลอดและมันเป็นการลดขั้นเพื่อที่จะปฏิบัติยังกับว่าพวกเขาเป็นโรคติดต่อประเภทหนึ่ง พวกเขาควรเอากาลามสูตรที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้พูด มาชี้นำในสิ่งนี้และในอีกหลายๆประเด็น; ‘อย่าปลงเชื่อด้วยการถือสืบกันมา... อย่าปลงเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์... แต่เมื่อตัวพวกท่านเองได้เข้าใจในสิ่งที่ว่าถูกต้อง, ว่าดี, ว่ามีฝีมือและเมื่อตามหรือผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัติในความสุขและผลประโยชน์, เมื่อนั้นจงตามมัน’ (A.I, ๑๘๘). http://www.buddhistische-gesellschaft-berlin.de/downloads/brokenbuddhanew.pdf อย่างแรกเขายกยอคำสอนของพระพุทธเจ้า, และหลังจากนั้นเขาบ่อนทำลายอำนาจของตัวมันเองด้วยการพูดว่า “อะไรก็ตามที่พระพุทธเจ้าพูดหรือที่คนบอกว่าเขาพูด...” และในการกล่าวถึงบทบาทของผู้หญิงไม่ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า (ในคำสอนที่เขาอ้างถึง“อะไรก็ตาม”) ในกรณีนี้ เขาทำตรงเผงสิ่งที่เขาวิจารณ์ พระพุทธโฆษาจารย์ที่มีชีวิตในช่วงคริสศตวรรษที่ ๕), และชาวพุทธนิกายเถรวาทสมัยนี้ทำ: “ชาวเถรวาทส่วนมากอยู่ข้างการชี้แจงของพระพุทธโฆษาจารย์ถึงแม้ว่ามันจะขัดแย้งกับคำของพระพุทธเจ้า” (อ่านเว็บไซด์ด้านบน) Dhammika ได้กระทำสิ่งเดียวกันในการแต่งคำเพื่อใช้ในคำชี้แจงแบบสมัยใหม่ ที่ซึ่งยัดแข้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นDhammamika ได้กลับมาถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าอ้างเหมือนว่า มันมีอำนาจซึ่งเขาได้ทำลายอำนาจของมันไปด้วย, “...อย่าปลงเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์...” ทำไมต้องไม่ตามถ้อยคำที่อ้างตำราหรือคัมภีร์? เพราะว่าตำราหรือคัมภีร์เขียนไว้อย่างนั้น นี่เป็นตรรกวิทยาที่ทำลายตัวเอง มันแสดงให้เห็นถึงเขาไม่มีอำนาจเลยสักนิดยกเว้นความคิดเห็นของเขาเอง เขาสามารถหยิบและเลือกอะไรก็ตามที่เห็นว่าถูกต้องในสายตาของเขา ปัญหาที่แท้จริงในที่นี้ไม่ใช่การหาคำชี้แจงที่เหมาะสมหรือแม้แต่ยึดมั่นถาวรในคำของพระไตรปิฏก ปัญหาอยู่ที่แหล่งของตัวมันเอง ที่มีข้อบกพร่องและไม่สามารถให้คำตอบแก่ส่วนลึกในจิตวิญญาณที่ผู้คนจำเป็นต้องมี มองถัดไปในประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าไว้วางใจของพระไตรปิฏก, คำถามสำคัญที่น่าจะถามคือ, “พระพุทธเจ้ามีอำนาจที่จะสอนบนประเด็นจิตวิญญาณตั้งแต่แรกหรือไม่?” เป็นเพียงแค่มนุษย์ (ที่ซึ่งมีความรู้จำกัดมาก), และตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่คนตาย, เขาแค่ระทมทุกข์ไม่มีสิทธิ์ให้คำแนะนำในหัวข้อที่สุดของที่สุดต่างๆ (เช่น ที่ไหนที่คุณจะใช้ชีวิตชั่ว นิรันดร์? อะไรคือจุดประสงค์ในชีวิตของคุณ? คุณมาจากไหน?) ในข้อเท็จจริงพระพุทธเจ้าบ่อยครั้งที่จะเอาความเอาสนใจของผู้คนออกไปจากหัวข้อสำคัญเหล่านั้นเพื่อที่จะมุ่งความสนใจของผู้คนไปยังชีวิตในทางโลกมากกว่าหัวข้อชั่วนิรันดร์ แน่นอนพระสมัยใหม่ผู้ที่จะหาทางสู่รูปแบบใหม่ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าที่จะอ้างว่ามีอำนาจมากกว่าที่พระพุทธเจ้าทำ มีเพียงแค่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ทุกอย่าง, และผู้ซึ่งมีพลังเหนือความตาย, และผู้ซึ่งเป็นผู้ทรงสร้างและเป็นเจ้าของโลกใบนี้, มีสิทธิอำนาจที่จำเป็นในการสอนความจริงแก่จิตวิญญาณผู้คน นี่เป็นสองเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงการพูดเกินความจริงบางอย่างที่ใช้ในพระไตรปิฏก ในพระวินัยปิฏกของพระไตรปิฏก, เรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อได้ถูกบอกเพื่ออธิบายว่าผู้ที่ได้รับสิทธิให้เป็นพระทั้งหลายต้องได้ถูกถามว่าพวกเขาเป็นมนุษย์หรือไม่ ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับนาคนี้ (งูใหญ่, อันเดียวกันกับที่ซึ่งอ้างว่าได้ปกป้องคุ้มครองพระพุทธเจ้าจากฝนด้วยสิ่งที่ปกคลุมคล้ายงูเห่าที่แผ่แม่เบี้ย), กลายร่างให้ดูคล้ายคนและกลายเป็นพระ “ในวันหนึ่ง, พระรูปอื่นลุกขึ้นกลางดึก, ไปถึงยามเช้า, และออกไปด้านนอกเพื่อฝึกการเดินจงกรม นาค, ได้รู้สึกว่าเพื่อนร่วมกุฎิได้ออกไป, จึงนอนหลับ, และในการนอนหลับนั้นเขาได้เปลี่ยนร่างเป็นร่างเดิม ร่างงูของเขาเต็มไปทั่วทั้งห้อง, และร่างที่ม้วนเป็นวงของเขาได้ออกมานอกหน้าต่าง ในเวลานั้น, เพื่อนร่วมห้องของเขา, คิดว่าเขาน่าจะกลับเข้าไปในกุฎิ, เปิดประตูและได้เห็นห้องที่เต็มไปด้วยงู... หวาดกลัว เมื่อเห็น, เขาร้องลั่น...” (Strong, ๑๙๙๕; หน้า ๖๒) ปรากฏการณ์ไม่น่าเชื่อเรื่องอื่นในพระไตรปิฏก, ที่ซึ่งควรจะมีอยู่ตราบจนทุกวันนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตราบเท่าที่โลกนี้ยังอยู่”) เป็นดั่งบ้านที่ไม่มีหลังคา, ที่ซึ่งไม่เคยรับน้ำฝน: “....มีเรื่องราวใน มัชฌิมนิกาย (Middle Length Saying) ที่มีพระบางรูปที่ได้ ‘ยืม’หลังคาของบ้านช่างทำหม้อเพื่อที่จะมาซ่อมหลังคาวัดอาราม แต่แทนที่ควรจะโกรธที่หลังคาของพวกเขาได้แยกออกไป,ช่างทำหม้อและพ่อแม่ตาบอดของเขาได้ซาบซึ้งด้วยความปิติยินดีซึ่งที่ไม่อาจพรรณนาได้เป็นเวลา ๗ วัน เวลานั้นตามด้วยกฎเหตุและผลในปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้เป็นขึ้นมา เปียกโชกไปทั้งหมู่บ้านหรือทั้งประเทศโดยฝนตกอย่างมโหฬาร, แต่ไม่มีสักหยดเดียวที่ตกลงบนบ้านที่ไร้หลังคานั้น และนี่เป็นการดลบันดาลให้ตำแหน่งของบ้านของGati Kara ในสภาพนั้นอยู่อย่างนั้นตราบเท่าที่โลกยังดำรงอยู่” (King, ๑๒๑) ผู้แต่ง ได้ประยุกต์เรื่องราวสมัยใหม่จากการเขียนข้างบนนี้: “สถานที่นี้น่าจะอยู่สักแห่งในบริเวณใกล้เคียงของเมืองชั่วนิรันดรของ Benares รัฐบาลอินเดียควรจะหา, โดยเฉพาะ Mr. Nehru ผู้ซึ่งเคารพศาสนาพุทธ นี่เป็นภารกิจง่ายๆ ในทุกๆรัศมีของหนึ่งพันไมล์รอบๆ Benaresที่ซึ่งหัวหน้าผู้ใหญ่ของทุกๆหมู่บ้านรอบๆสามารถถามอย่างละเอียดลออและพยามยามที่จะหาสถานที่ที่น่าพิศวงเยี่ยงนั้นเมื่อหากมันถูกพบจะกระทบต่อศาสนาพุทธเหนือมนุษยชาติอย่างใหญ่โตและรายได้จากนักท่องเที่ยวจะล้นหลามเข้ามาในอินเดียอย่างงดงาม” (King, ๑๒๑) ตัวอย่างต่อไปในประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอนคือมิลินทปัญหา (การอภิปรายของกษัตริย์มลินท์), ที่ซึ่งชาวพม่าเห็นว่าควรอยู่ในพระไตรปิฏก Hinuber เขียนว่า, “ถึงแม้ว่า Menandros เป็นบุคคลตามประวัติศาสตร์, Mil [มลินทปัญหา] เป็นเอกสารที่ไม่ได้ตามประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง: กษัตริย์มิลินท์พูดกับหกคนที่สอนผิด, ผู้ซึ่งเป็นบุคคลร่วมยุคร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า (!)”(๘๓) Mendaros ได้แยกประวัติศาสตร์จากพระพุทธเจ้าประมาณ ๒๕๐ ปี สำหรับตัวอย่างมากกว่านี้ในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอน, กรุณาดูใน ภาคผนวก ๑, เกี่ยวกับอโศกมหาราช ในอีกด้านหนึ่ง, ยกตัวอย่างเช่น ลูกา, ซึ่งปรากฏเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลได้ถูกพิสูจน์ความจริง ที่แม้ว่ามีการตรวจสอบทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่หนาแน่นโดยผู้ที่คัดค้านต่อเรื่องราวนี้ ครึ่งหนึ่งของหนังสือแบบเฉพาะทางกึ่งหนึ่ง บนหนังสือของ Colin Hermer….“Acts in a Setting of Hellenic History” ที่ซึ่งเรียกว่าประวัติศาสตร์ของพระธรรมศาสนาพุทธนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พระไตรปิฏกนั้นประกอบบางส่วนที่เต็มไปด้วยตำนานดังนั้นพระธรรมเหล่านั้นไม่ได้ถูกเอามาทำอย่างถูกต้องเมื่อมันมาโดยรายงานทางกายภาพที่ว่า “ตามที่สิ่งเป็นจริง,(the way thing are,)” เมื่อนั้น ทำไมในโลกนี้ที่ใครก็ตามอยากที่จะเชื่อพระธรรม เมื่อมันมาถึงจิตวิญญาณชั่วนิรันดร์ของพวกเขา? จิตวิญญาณชั่วนิรันดร์ได้ปฏิเสธในพระธรรมศาสนาพุทธ, แต่คงจะไม่แปลกที่มันจะมีสิ่งเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่ไม่แน่นอนปรากฏในหนังสือที่มีประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอน น่าเศร้าใจและในทางกลับกัน, แทนที่การขาดความน่าเชื่อถือในพระธรรมของพวกเขา, ทำให้ชาวพุทธแสวงหาพระเจ้า, พวกเขาหันไปในทางเอนเอียงพึ่งตัวเขาเอง- ตัวเองที่ตามคำสอนของพวกเขาเองนั้นไม่คงทนและเปลี่ยนแปลงตลอด ๒. การเป็นที่พึ่งของตนเอง การขาดแคลนความตรงกันในประวัติศาสตร์และความจริงในพระไตรปิฏกนั้นได้ยอมรับโดยชาวพุทธบางคนและเหตุฉะนั้นพระธรรมพุทธศาสนาถูกลดความสำคัญลง ด้วยการที่ขาดความสำคัญบนพระธรรม, ความสำคัญที่มากกว่าได้ถูกแทนที่ด้วยตัวของเราเอง แทนที่สิ่งนี้จะแก้ปัญหา, เป็นการย้ายปัญหานั้นจาก พื้นฐานหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อถือสู่พื้นฐานที่อ่อนแอพอๆกัน เท่านั้น, ในด้านความคิดของอนัตตา (ไม่มีตัวตน) Walpola Rahula, ใน “What the Buddha Taught” ได้เขียนว่า, “...พระพุทธเจ้าปฏิเสธโดยสิ้นเชิง, ในคำศัพท์ที่แน่นอนมั่นคง, ในมากกว่าหนึ่งสถานที่, ในการคงอยู่ของ อาตมัน, จิตวิญญาณ, ตนเอง, หรืออีโก้ภายในคนหรือภายนอก, หรือทุกหนทุกแห่งในจักรวาลนี้” (Rahula, ๕๖-๕๗) พระรัตนตรัยตามประเพณีในศาสนาพุทธคือ พระพุทธ, พระธรรมและพระสงฆ์ ความคิดทั้งหมดในการเป็นที่พึ่งแสดงถึงการขอความช่วยเหลือจากภายนอกตัวของเราเอง มันแสดงถึงบุคคลที่มีสภาพจำกัดและมีขอบเขตและต้องการที่พึ่งที่ซึ่งไม่มีสิ้นสุดและเชื่อถือได้ ทั้งหมดในพระรัตนตรัยทั้งสามนั้นต่างก็มีข้อบกพร่อง, แต่ที่ทำให้แย่กว่านั้นคือ, ที่พึ่งที่สี่ได้ถูกนำเสนอ, ซึ่งก็คือ ตนเอง คำสอนในพระธรรมบทของพระไตรปิฏก (ในชาดก แม่ของพระกุมารกัสสปเถระ), ได้นำ “ตนเอง” มาเป็นพื้นหน้า “ภิกษุและภิกษุนี, ผู้ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้อื่นไม่สามารถบรรลุความก้าวหน้าใดๆหรือการพัฒนาในชีวิต, เหตุฉะนั้นตนเป็นที่พึ่งแห่งตนหรือเจ้านายตัวเอง,ไม่มีใครสามารถเป็นที่พึ่งตัวเราเองได้” http://www.buddhapadipa.org/plinks/MHAR-6ELBY2 ที่พึ่งทั้งสามนั้นได้ถูกวางไว้ ให้เห็นภาพด้วยรูปแบบชาดกนี้“ตนเอง”ได้ยกมาเป็นจุดเด่นในส่วนสำคัญที่สุดของที่พึ่ง แต่, ในท้ายที่สุด, ทั้งสี่ที่พึ่งนั้นเชื่อถือไม่ได้ ๑. เป็นที่พึ่งในธรรม (คำสอน) โดยแท้ ส่วนใหญ่หมายถึงเป็นที่พึ่งในตนเอง, ด้วยเหตุที่คำสอนได้ชี้ไปในจุดนั้น แต่, พวกเราได้เห็นถึงคำสอนนั้นที่ไม่น่าเชื่อถือตามประวัติศาสตร์, และคำสอนตรงกันข้ามที่พูดว่า, “อย่าปลงเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์” (A.I,๑๘๘) ถ้าใครมองข้ามคำเตือนนี้, และไปตามการอ้างตำราหรือคัมภีร์, ดังนั้นการไปโดยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ ผู้นั้นอนึ่ง ควรจะไม่ไปตามมัน! พุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมากในปัจจุบันไม่ได้มองเห็นถ้อยคำในศาสนาพุทธอยู่เหนือเกินความเข้าใจและเชื่อถือได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง, แต่เห็นว่า เป็นคำสอนที่สามารถดัดแปลงตามความคิดเห็นที่ทันสมัยตามแต่ผู้คน (ความมั่นใจในตนเองมากกว่าพระธรรม) ๒. เป็นที่พึ่งในพระพุทธเจ้าเป็นการเข้าพึ่งในคนตายที่ไม่ได้อยู่ในปัจจุบันนี้ที่จะยื่นความช่วยเหลือใดๆ ให้ได้ แม้แต่ชีวประวัติของเขาไม่ได้ช่วยอะไรเลย, เพราะว่ามันเต็มไปด้วยตำนานและประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอน ๓. เป็นที่พึ่งในพระสงฆ์ (กลุ่มสังคมของสงฆ์), เป็นการขึ้นอยู่กับคนที่ไม่ถาวรและเปลี่ยนแปลงตลอด(อนิจจัง), ตัวตนที่ไม่ยืนยง(อนัตตา) ผู้ซึ่งมีความทุกข์(ทุกข์) ที่จะจัดการกับมัน เหมือนกัน, ในนิทานชาดกด้านบน, มันได้พูดว่า, “ผู้ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้อื่นไม่สามารถบรรลุความก้าวหน้าใดๆหรือการพัฒนาในชีวิต” ซึ่งรวมไปถึงการพึ่งพาพระสงฆ์ ๔. เป็นที่พึ่งในตัวเองเป็นเพียงคนที่มีขอบเขตจำกัดที่เป็นที่พึ่งในคนที่มีขอบเขตจำกัด มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรของบุคคลนอกไปกว่าข้อจำกัดในตัวของพวกเขาเอง ในหนึ่งลมหายใจตัวเราที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่ดี(อนัตตา) และในอีกลมหายใจหนึ่ง ที่บอกว่าให้อนัตตาเป็นที่พึ่ง มีใครสักคนไหมที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง? หรือ, อาจพูดได้ในอีกทางหนึ่งว่า, มีใครสักคนไหมที่ไว้วางใจในตนเองอย่างแท้จริง? มีใครที่สามารถพูดได้ว่าไม่เคยรับของอะไรจากผู้อื่นเลย, หรือไม่เคยได้รับอะไรเลยจากพระเจ้า? มีใครสักคนไหม ที่แท้จริงและไม่เปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตที่อยู่ได้ด้วยคติพจน์ที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ได้อย่างไร? มายกตัวอย่างของช่างตัดเสื้อผู้ที่ด้วยเหตุผลบางประการเขาได้ยึดในคติพจน์นี้ เขาคงจะทำเสื้อผ้าของเขาเองตั้งแต่เริ่มต้น เขาคงไม่สามารถใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นทำหรือซื้อมาให้เขาได้ แต่, เขาคงไม่สามารถใช้เส้นด้ายหรือเสื้อผ้าที่ซึ่งเขาไม่ได้เก็บเกี่ยวมาจากทุ่งฝ้ายหรือฟาร์มตัวหนอนไหม, และสิ่งอื่นๆ และ, เขาคงไม่สามารถใช้กรรไกรหรือเครื่องเย็บผ้า, นอกจากตัวเขาเองได้สามารถทำสิ่งพวกนี้ขึ้นมาเอง และ, เขาคงไม่สามารถสร้างอุปกรณ์ในการเย็บผ้านอกจากตัวเขาเองได้ทำเหมืองแร่เหล็กและหลอมแร่เหล็กเพื่อประการนี้ แต่, เขาจะสามารถทำเหมืองแร่เหล็กโดยปราศจากเครื่องมือที่ทำจากคนอื่นได้อย่างไร? ดังนั้น, ช่างตัดเสื้อในสมมุติฐานของเราคงจะไม่กินอะไรเลย, นอกจากตัวเขาได้ได้ปลูกและทำอาหารเอง และ, ด้วยอะไรที่เขาทำอาหารยกเว้นแต่อุปกรณ์ที่ตัวเขาเองได้ทำมันขึ้นมา และ,สถานที่ที่เขาอยู่อาศัย, ยกเว้นแต่บ้านที่เขาได้ทำขึ้นมาเอง ถ้าช่างตัดเสื้อผู้น่าสงสารนี้ได้เริ่มรู้สึกถึงความต้องการสุดๆของเวลาของเขาและการใช้ความอุตสาหะในการแยกตัวเองออกจากการพึ่งพาอาศัยของมนุษย์ทั้งปวง, บางที เขาอาจจะประสงค์ที่จะออกไปและอาศัยในป่า แต่, แม้ว่าที่นั่น เขาต้องนึกได้ว่าเขาไม่อิสระทั้งหมดหรือพอเพียงต่อการเป็นที่พึ่งของตัวเขาเอง ในป่า(หรือแม้แต่ในเมืองด้วย) เขาจำเป็นต้องขึ้นอยู่กับในหลายๆสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา- พืชสำหรับอาหาร, ต้นไม้สำหรับที่พักอยู่อาศัย, น้ำสำหรับยังชีพ, และสิ่งอื่นๆ เขาคงไม่สามารถกินได้โดยไม่ใช้ปาก ที่พระเจ้ามอบให้แก่เขาหรือทำการสร้างสิ่งอื่นใดโดยไม่ใช้มือหรือเท้าที่พระเจ้ามอบให้แก่เขา เช่นเดียวกัน เขาคงไม่สามารถคิดหรือทำการเลือกโดยปราศจากความคิดโดยไม่ใช้สมองและจิตวิญญาณซึ่งพระเจ้ามอบให้เขาไม่ว่าความอยากที่เขาจะเป็นที่พึ่งของตนเองสักเท่าไหร่, เขาจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความจริงในขอบเขตจำกัดของเขาเองที่ไม่สามารถให้เขาเป็นที่พึ่งของตนเองได้ในที่สุดของที่สุดหรือแม้แต่เหตุผลในชีวิตประจำวัน ๓. การเติมสิ่งที่ไร้ประโยชน์ในจิตใจของมนุษย์ ถ้าจะหาชาวพุทธที่พอใจกับศาสนาพุทธอย่างเดียว, หายากมาก, แม้แต่ในประเทศพุทธ ผู้คนที่เห็นว่าพวกเขาเองเป็นชาวพุทธบนจุดยืนที่ดี, ส่งเสริมทางพระพุทธศาสนาของพวกเขาด้วยหลายชนิดของสิ่งที่ไม่ใช่ตามวินัยศาสนา ในประเทศไทย, ครุฑที่เป็นเทพนิยาย ได้ถูกใช้ในเงินตราและเอกสารทางราชการเป็นดั่งสัญลักษณ์ปกป้องประเทศ (ครุฑกำเนิดมากจากเทพนิยายฮินดู, แต่ก็ได้ถูกใช้ในเทพนิยายพุทธศาสนาด้วย) นาคเป็นดั่งผู้คุ้มครองของพระพุทธเจ้า (เช่นอย่างในเวลาชาวพุทธเชื่อกันว่าเขานั่งอยู่บนนาคที่ขดเป็นวง, ที่ซึ่งได้แผ่แม่เบี้ยปกคลุมเขาจากฝนและรูปแกะสลักนาคยักษ์สามารถเห็นประดับตกแต่งอย่างเป็นลางสังหรณ์ในวัดทางศาสนาพุทธหลายๆแห่ง) ในเทพนิยายนี้, นาคเป็นศัตรูกับครุฑ, ที่ซึ่งปรากฏในอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ, ประเทศไทย ดังนั้น, น่าแปลกพอดู, ที่ผู้คุ้มครองประเทศไทยเป็นศัตรูกับผู้คุ้มครองทางศาสนาพุทธ แต่การบอกผู้คนที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องสนใจเกี่ยวกับพระเจ้า, มันเป็นดังที่ว่าพระพุทธเจ้าพูดว่าการคิดไม่สำคัญ มันเป็นบางสิ่งที่มีมาในตัวแก่มนุษย์ทุกๆคน, เพราะว่าพระเจ้าสร้างเราด้วยความกระหายที่อยากจะรู้และนมัสการพระเจ้า แต่, เติมความกระหายนี้ด้วยสิ่งอื่น, การค้นหานำไปสู่ความไม่พอใจ เป็นเหมือนกับที่ใครคนหนึ่งบอกนกว่าการบินนั้นไม่สำคัญและเด็ดปีกของนกเหล่านั้นเสีย, ในนกยุคๆต่อมา, ปีกคงเจริญเติบโตไปเป็นเหมือนปกติ, แต่ในสิ่งแวดล้อมที่พูดว่า “การบินนั้นไม่สำคัญ,” นกอาจจะใช้ปีกของมันลากไปมาบนดิน, ไม่ใช่เพื่อบิน พวกมันยังคง “กระหาย” ที่อยากจะบิน ทั้งที่นกสร้างมาเพื่อบิน, ผู้คนได้ถูกสร้างที่จะรักและนมัสการพระเจ้า ศาสนาพุทธไม่ได้เติมเต็มในหัวใจของมนุษย์ให้รู้จัก‘ผู้สร้าง’ของเขา และดังนั้นการค้นหาจึงเกิดขึ้น แต่น่าเสียดายยิ่งนักหากว่ามันกลายเป็นการหาความมั่งคั่งส่วนบุคคลแทนที่ของการหาความจริงและความถูกต้อง, ที่ซึ่งจะนำทางไปสู่พระเจ้า Richard S. Ehrlich หัวข้อในปีคริสต์ศักราช๒๐๐๗ , เขียนว่า “เครื่องรางจตุคามในช่วงระยะเวลาสองปีที่ผ่านมาการขายอาจเอื้อมถึง ๕๐๐ ล้านดอลล่าร์สหรัฐ, ตามนักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ไว้... มากกว่า ๑๐๐ รุ่นของเครื่องรางจตุคามที่ปรากฏในร้านทั่วประเทศไทย, และการแข่งขันระหว่างผู้ขายนั้นดุเดือด บางรุ่นประกอบไปด้วยชื่อที่ยั่วยวนใจ, รุ่นแพงอย่างเช่น “เศรษฐีพันล้าน” และ “เงินไหลมาเทมา” ( http://www.globalpolitician.com/22711-thailand ) บางวัดได้ถูกครอบงำโดยความโลภที่พวกเขาทำการลงทุนใหญ่ในเครื่องรางเพื่อเช่า, แต่เมื่อความต้องการลดต่ำลง, พวกเขาจบลงด้วยหนี้ก้อนใหญ่ มันขัดแย้งกับเป้าหมายอย่างใหญ่ บางคนคิดว่ามีที่เก็บของที่เต็มไปด้วย “เศรษฐีเงินล้าน” และ “เงินไหลมาเทมา” แผ่นกลมลึกลับนี้อาจจะเป็นหลักประกันความร่ำรวย ไม่ใช่เช่นนั้น แทนที่จะแสวงหาพระเจ้าแห่งความจริง, ผู้คนกลับมองหาแต่สิ่งที่เรียกว่าเทพหรือพลังที่ซึ่งสัญญาจะเติมเต็มความปรารถนาของพวกเขา ทัศนคตินี้ในการหาเทพอะไรก็ได้ที่ “ใช้ได้” ในส่วนกลางของปัญหา Art Katz ระบุปัญหาของจิตใจมนุษย์เมื่อเขาพูดว่าการบูชารูปเคารพนั้นเป็น “การรับใช้ตามประสงค์ของตนเอง”, มากกว่าการ “ให้เกียรติพระเจ้า” คำเปรียบเทียบคลาสสิคของชาวพุทธเกี่ยวกับประเด็นในจุดกำเนิดของเราและประเด็นในส่วนสำคัญที่จะต้องเจาะลึกเน้นลงไป, เป็นดั่งคนที่ถูกยิงด้วยลูกธนู โดนที่คนนั้นไม่ได้กังวลเกี่ยวกับลูกธนูนี้มาจากไหน, ใครเป็น คนยิง, หรือธนูประเภทใดที่ใช้ยิงมา, อื่นๆ..., แต่แทนด้วยการสนใจที่จะเอาลูกธนูออก! ดังนั้นดั่งที่พูดไว้ว่ามนุษย์ไม่ต้องกังวลในเรื่องจุดกำเนิดของโลกหรือปลายทางของพระพุทธเจ้าและ“คำถามที่ว่าด้วยความเป็นอยู่และจิตใจของมนุษย์” อื่นๆ แต่ น่าเสียดายยิ่งนัก, โดยการขับไล่พระเจ้าไปข้างๆ, แหล่งที่แท้จริงของความโล่งอก(นิรันดร์)ได้พลาดไปด้วย พระเจ้าถูกมองข้ามและถูกปฏิเสธ, เหมือนดั่งคนบาดเจ็บที่ไล่หมอไป อัฐิในพระพุทธศาสนาได้กลายเป็นสิ่งมุ่งเน้นหลักของชาวพุทธหลายคน ในวันนี้ของความสามารถในการตรวจสอบดีเอ็นเอ, มันน่าจะเป็นที่น่าสนใจที่จะได้เห็นอัฐิพวกนั้นมีดีเอ็นเอเหมือนกันหรือเปล่า ทำไมไม่มีการทดสอบแบบนั้นได้ทำสำเร็จหรือถูกตีพิมพ์? และ, ทำไมมันสำคัญที่ต้องมีอัฐิด้วย พระพุทธเจ้าก็เป็นเพียงแค่มนุษย์และการยึดติดกับวัตถุทางโลกซึ่งตามพระธรรมนั้นเป็นอุปสรรค เห็นได้ชัดที่มันเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ตามพระธรรมและแต่ถึงกระนั้นมันถูกปฏิบัติโดยชาวพุทธ เหตุผลสำหรับสิ่งนี้ชัดเจนมาก ช่องว่างในจิตใจของมนุษย์ไม่ได้ถูกเติมเต็ม, และการแสวงหาสำหรับจิตวิญญาณได้ดำเนินต่อไปผ่านการแสดงออกที่หลากหลาย น่าเสียดายยิ่งนักที่คำตอบที่แท้จริงได้ตัดออกไปโดยไม่ได้ถูกพิจารณาเลย ในสังคมชาวพุทธเป็นจำนวนมากได้อ้างว่ามีเศษชิ้นส่วนกระดูกของพระพุทธเจ้าและบางแห่งได้อ้างว่ามีแม้กระทั้งฟันของเขา ในการขับไล่พระเจ้าไปด้านข้าง, การสร้าง (ในกรณีของฟันที่ถูกสร้างมา) ได้เน้นแทนมากกว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้าง แทนที่แสวงหาส่วนหนึ่งของฟัน ๔๐ ซี่ของพระพุทธเจ้า (ตามพระไตรปิฏก, พระพุทธเจ้ามีฟัน ๔๐ ซี่เมื่อเป็นทารก) หรือแม้แต่เคารพนับถือฟันแบบนี้, สง่าราศีควรจะมอบให้แก่พระเจ้า ติดตามแสวงหาอัฐิ,และขับไล่พระเจ้าออกจากการพิจารณาจะนำไปสู่แค่การขบฟันเท่านั้น: “เมื่อท่านทั้งหลายจะเห็นอับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และบรรดาศาสดาพยากรณ์ในอาณาจักรของพระเจ้า แต่ตัวท่านเองถูกขับไล่ไสส่งออกไปภายนอก ที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน” (ลูกา, ๑๓:๒๘) ๔. ศีลธรรมที่ไร้ที่ยึดเหนี่ยว มีหลักปรัชญาหลากหลายที่ได้สนับสนุนตัวเอง บางอันโดยพื้นฐานที่ว่า:“มุ่งสนใจไปในตนเองและทำอะไรก็ได้อย่างที่คุณต้องการจะทำ,” หรือ “มุ่งสนใจไปในตนเองและเชื่อฟังเผด็จการ” ศานาพุทธก็แตกต่างกันตรงโดยพื้นฐานที่ตัวมันว่า “มุ่งสนใจไปที่ความพยามยามด้วยตนเองและทำดี” แต่, ในทางเดียวกันนั้นมันไม่มีอำนาจเหลือล้นที่จะจำกัดความคำว่า “ดี,”และไม่มีอำนาจเหลือล้นที่จะตัดสินว่าตัวเองนั้นควรจะเป็นจุดสนใจ ในทางอื่น, ในบรรดาหลักปรัชญาทั้งปวงนี้, การอ้างนั้น สามารถสวนกลับด้วยคำถามที่ว่า “ใครพูดหลักปรัชญานั้นถูกต้องล่ะ” ในคำสุนทรพจน์ที่มิวนิก, อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พูดถึงความสำคัญอย่างไม่อ้อมค้อมของความพยายามด้วยตนเอง: “ในตัวเราเองอย่างเดียว อนาคตของประชาชนชาวเยอรมันได้วางอยู่ เมื่อพวกเราคนเยอรมันเองเท่านั้นที่ยกคนเยอรมันด้วยกันเองได้, ผ่านทางแรงงานของเราเอง, อุตสาหกรรมของพวกเราเอง, การกำหนดตัดสินใจของเราเอง, ความอาจหาญของเราเองและความพากเพียรพยายามของเราเอง, แค่เพียงเวลานั้น เราจะผงาดขึ้นอีกครั้ง” http://www.earthstation1.com/hitler.html เรารู้ว่าการที่มุ่งสนใจในตัวเองของเขาได้นำพาไปสู่ความตายของชาวยิวประมาณ ๖ ล้านคนและคนบาดเจ็บล้มตายอีกมากกว่า ๖ ล้านคนในสงครามที่เขาได้เริ่มต้นขึ้น ศาสนาพุทธมีสิ่งคล้ายๆกัน, แม้ว่าแตกต่างกัน, มุ่งเน้นไปที่ตนเอง, พูดที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ในปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๐, ที่ซึ่งเขายังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งซีลอน, S.W.R.D. Bandaranaike, ได้ประกาศต่อหน้าองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ว่าคนเป็นอิสระที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องที่ว่าอะไรถูกและผิด, โดยไม่ได้อ้างถึงพระประสงค์ของพระเจ้า... พระพุทธเจ้าเทศน์ในเรื่องความอิสระถึงที่สุดของคนเมื่อความคิดของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้อำนาจของพระประสงค์ของพระเจ้า, และคนเป็นอิสระที่จะติดใจด้วยตัวเขาเองว่าอะไรถูกและอะไรผิด... (Swearer, ๑๑๗) ด้วยหลักปรัชญาแบบนี้, เขาคงไม่แปลกใจเลยที่หลังจากสามปีที่เขาได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี, คนหนึ่งได้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าอะไรถูกโดยการยิงและทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสถึงตาย (เขาถูกเลือกตั้งในปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๖ และถูกลอบสังหารในปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๙) คนหนึ่งนั้นไม่ใช่ทมิฬฮินดู, ผู้ซึ่งรัฐบาลของเขาได้ทำให้ไม่มีความสำคัญ, แต่ชาวพุทธด้วยกัน, ผู้ที่ซึ่งเป็นพระ เขาได้แค่ตามคำแนะนำของ Bandaranaike เท่านั้นและตัดสินใจด้วยตัวเอง และ “อิสระถึงที่สุด” นั้นได้นำไปสู่ซีลอนไปถึงที่ไหน(เรียกว่า ศรีลังกา ตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช ๑๙๗๒)? ในบทความ, “No middle way for Sri Lanka’s militant monks”, ถูกเขียนในปีคริสต์ศักราช ๒๐๐๗, มันได้พูดตรงๆที่ว่า พระชาวพุทธยังคนเห็นด้วยที่จะใช้ความรุนแรง: เมื่อสงครามส่งผลร้ายต่อศรีลังกาเป็นเวลา ๒๕ ปี เข้ามาสู่ยุคใหม่และร้ายแรง, Rathanaและ พระผู้ติดตามที่ยึดมั่นในหลักการของเขาได้กระตุ้นให้ประธานาธิบดีMahinda Rajapksa ให้รักษาสัญญาที่เขาได้กลับเข้าสู่อำนาจในปลายปีคริสต์ศักราช ๒๐๐๕: เพื่อที่จะทำลายพยัคฆ์ทมิฬด้วยกำลังทางทหาร http://www.theage.com.au/articles/2007/06/15/1181414556706.html?page=fullpage สาเหตุของสงครามกลางเมืองนี้เริ่มจากวันที่ รัฐบาลของ Bandaranaike เมื่อพวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับทมิฬฮินดูและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ: การสนับสนุนหลักการของ Bandaranaike ของศาสนาพุทธประจำเมือง, อย่างไรก็ตาม, กาช่วยเหลือแก่ ชาวพุทธสิงหลที่มีอุดมการณ์ที่ยกกลุ่มของตัวเองขึ้นสูง ทำให้ความขัดแย้งประชาคมรุนแรงขึ้น ระหว่าง ประชากรชนกลุ่มใหญ่สิงหลและ ชนกลุ่มน้อยทมิฬบนเกาะในปี ๑๙๘๓ ความขัดแย้งประทุไปสู่ความขัดแย้งการฆ่าพี่น้องที่ยังคงไม่มีการแก้ไขปัญหา (Swearer, ๑๑๗-๑๑๘) ตามประวัติศาสตร์, ความขัดแย้งถอยหลังไปไกลกว่าถึงวันของ Dutthagamini ผู้ซึ่งแสวงหาการโค่นล้มของผู้ไม่ใช่ชาวพุทธทมิฬจากซีลอนเมื่อ ๑๐๑ ปี ก่อนคริสต์ศักราช “Dutthagamini ได้วางอัฐิของพระพุทธเจ้าในหอกของเขาและอ้างว่าการต่อสู้ของเขานั้นไม่ได้ทำเพื่อตัวของเขาเองแต่เพื่อการส่งเสริมศาสนา (ดูหนังสือของ Dhammika ในส่วนอ้างอิงเว็บไซต์) แม้แต่พระทางพุทธศาสนาผู้ซึ่งมาด้วย Dutthagamini นั้น “...หนุนใจที่จะวางจีวรของพวกท่านและร่วมในการต่อสู้และบางคนผู้ที่ใกล้จะเป็นอรหันต์ได้ทำอย่างนั้น” (ดูหนังสือของ Dhammika ในส่วนอ้างอิงเว็บไซต์) ศาสนาพุทธโดยปกติไม่สนับสนุนความรุนแรงหรือการผิดศีลธรรม, แต่มันได้สร้างช่องว่างในผู้คน, ที่สิ่งยึดเหนี่ยวได้ถูกถอดออก, และ “ตัวเอง” ได้กลายเป็นศูนย์กลาง ในความจริง, P.A. Payutto นักวิชาการชาวพุทธที่รู้จักกันดี ได้พูดว่า “ไม่ว่าที่ใดก็ตามที่ศาสนาพุทธได้แพร่กระจายไป, หรือได้บิดเบือนคำสอนไปอย่างไร, การเน้นความพยายามของมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ถ้าหลักการหนึ่งนี้ได้หายไป, เราสามารถมั่นใจที่จะพูดได้เลยมันว่าไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว” (๓๘) ใน “หลักพื้นฐานที่เถรวาทและมหายานมีร่วมกันเป็นคำแถลงว่าด้วยหลักความเชื่อที่มีร่วมกันอันสำคัญยิ่ง ซึ่งมีขึ้นในปีคริสต์ศักราช๑๙๖๗ ระหว่างการประชุมใหญ่ครั้งแรกของพุทธเถรสมาคมโลก (World Buddhist Sangha Council, อักษรย่อ WBSC)” ข้อที่ ๓ ทำให้เห็นชัดเจนเลยว่าคำสอนของศาสนาพุทธไม่ได้รวมไปที่พระเจ้าผู้ทรงสร้าง : “เราไม่เชื่อว่าโลกนี้สร้างขึ้นและปกครองโดยพระผู้เป็นเจ้า”ในปีคริสต์ศักราช ๑๙๘๑ ได้ถูกปรับปรุงให้พูดใหม่ว่า “ไม่ว่าเถรวาทหรือมหายาน, เราไม่เชื่อว่าโลกนี้ถูกสร้างและปกครองโดยพระเจ้าตามพระประสงค์ของพระองค์” ในปีคริสต์ศักราช ๑๙๘๑, ถ้อยแถลงได้พูดด้วยว่า: “ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับมุมมอง, พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และทำให้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้, ยั่งยืนถาวร และ ชั่วกัลปาวสานในจักรวาลนี้ เราเข้าใจ, ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า, อันว่า(สังขาร)ทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง(อนิจจัง) และไม่สมบูรณ์และไม่น่าพอใจ(ทุกขตา) ธรรมทั้งหลายอันเป็นสังขาร (สังขตธรรม) และไม่เป็นสังขาร (อสังขตธรรม) ล้วนไม่ใช่ตัวตน (อนัตตตา)” http://en.wikipedia.org/wiki/Basic_Points_Unifying_the_Therav%C4%81da_and_the_Mah%C4%81y%C4%81na | & | http://th.wikipedia.org/wiki/หลักพื้นฐานที่เถรวาทและมหายานมีร่วมกัน ในการที่พูดว่า, “...ไม่มีอะไรเที่ยงแท้, ยั่งยืนถาวร และ ชั่วกัลปาวสานในจักรวาลนี้,”มันถูกวางทิ้งบนรากฐานที่อ่อนแอมาก ที่ซึ่งสร้างระบบต่างๆของศีลธรรม จุดกำเนิดของจักรวาลเป็นหนึ่งในคำถามที่พระพุทธเจ้าทิ้งไว้โดย ไม่ตอบ แต่พระไตรปิฏกเยาะเย้ยความคิดที่มีพระเจ้าผู้ทรงสร้างที่เที่ยงแท้, ถาวร, ชั่วนิรันดร์, และที่รู้จักได้ด้วย ตัวเราเอง ด้วยเหตุนี้, เราได้มีฐานะสภาพที่น่าสนใจ ในโลกเรานี้มีบุคคลที่มีรูปแบบที่มีความสัมพันธ์ได้อยู่, แต่ในพระไตรปิฏกไม่ได้รับรองว่าจักรวาลนี้ได้เริ่มต้นด้วยผู้หนึ่งที่มีรูปร่างที่มีความสัมพันธ์ได้ สิ่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ได้จะสามารถมาจากสิ่งหนึ่งที่ไม่มีความสัมพันธ์ ได้หรือ? มองดูก้อนหินเป็นตัวอย่าง ก้อนหินเป็นสิ่งที่ไม่มีความสัมพันธ์ จะสามารถมีบุคคลที่มีบุคลิกภาพและความสัมพันธ์ได้ มาจากก้อนหินที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ได้อย่างไร? มากไปกว่านี้, ศีลธรรมเป็นลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ต่างๆ (หินไม่มีศีลธรรม), และนอกจากนั้น กรรมได้ถูกเรียกว่าเป็นพลังอำนาจที่ไม่ได้เป็นบุคคลและไม่มีความรู้สึกนึกคิด John Jones ได้สรุปรวมสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ : “ศีลธรรมของผลที่ตามมาของกรรมนั้นดูราวกับเป็นปัญหาลักษณะของสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนของกระบวนการกรรม เพราะว่า, ถ้านี่เป็นกระบวนการเกี่ยวกับศีลธรรม, ประเภทเดียวของศีลธรรมที่ซึ่งเรามีหลักฐานจากการทดลองหรือสังเกตเป็นศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ โดยเหตุฉะนั้น มีขัดแย้งกันระหว่างลักษณะที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ของกรรม และลักษณะศีลธรรมของกรรม”(Jones, ๓๗) มันเป็นไปได้อย่างไรที่ศีลธรรมสำหรับบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์มาจากการเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์? นี่เป็นสภาพเดียวกันกับผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แน่นอนอยู่แล้วสำหรับผู้เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าหรือชาวพุทธทั้งหลายสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นคนดี แต่, ง่ายเท่ากัน, ผู้เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าสามารถเลือกที่จะเป็นคนชั่วร้าย ปราศจากพระเจ้า, สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ความคิดเห็น คำถามที่ว่า “ผู้เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าได้มีอยู่ สามารถ เป็นผู้มีหลักศีลธรรมหรือ?” นั้นไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง, แต่ควรเป็น“ผู้เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าได้มีอยู่ ควร เป็นผู้มีหลักศีลธรรมหรือ?” ปราศจากพระเจ้า, ผู้เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าก็เป็นเพียงแค่การรวมกันของสารเคมีทั้งหลายและคำว่า“ ควร ”เป็นแค่เพียงความคิดเห็น ในประเทศไทย, มีโสเภณีมากกว่า ๒ – ๓ เท่าเมื่อเทียบกับพระทางศาสนาพุทธ (มีโสเภณีประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ – ๑,๐๐๐,๐๐๐ และพระทางศาสนาพุทธประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ – ๔๐๐,๐๐๐), และแต่ว่า นี่เป็นชาติที่เชื่อโดยทั่วไปว่ามีชาวพุทธประมาณ ๙๕%- โดยที่โสเภณีหลายคนยังคนถือเอาว่าตัวเองนั้นเป็นชาวพุทธอยู่พูดถึงพระสงฆ์ในประเทศไทย, Dhammika เขียนไว้ว่า, “การศึกษาในปีคริสต์ศักราช ๒๐๐๒ แสดงให้เห็นถึงสาเหตุหลักของการตายของพระสงฆ์ในไทยนั้นอาการป่วยต่างๆเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่”นี่เป็นเรื่องขัดแย้งกันสำหรับศาสนาที่ซึ่งสอนในอริยสัจ ๔ ที่ซึ่งราคะต้องกำจัดออกไป การสูบบุหรี่เป็นตัวอย่างสำคัญของบางสิ่งที่ได้กระทำบน “ราคะ” จุดนี้ที่นี่ไม่ใช่ที่พวกเขาเป็นชาวพุทธที่อาศัยอย่างไม่ลงรอยกับศาสนาพุทธ มีคริสเตียนและคนในศาสนาอื่นๆ ที่ซึ่งอาศัยอย่างไม่ลงรอย, กับคำสอนของพวกเขา จุดที่ผมอยากจะพูดถึงคือคำสอนในศาสนาพุทธในตัวของมันเองนั้น โดยไม่เจตนาได้นำไปสู่ผลลัพธ์แบบนี้ มุ่งเน้นไปที่ตัวเอง ในระบบกรรมที่อ้างว่าไม่ได้เป็นบุคคลและไม่มีความรู้สึกนึกคิด และด้วยทัศนะการมองของการเกิดใหม่ในอนาคตต่างๆ, มันไม่แปลกเลยที่จะมีหลายคนที่จะนำมาใช้เป็นกริยาท่าทางการผัดวันประกันพรุ่งและใช้หลักปรัชญาที่มีประโยชน์ประจำวันเพื่อจะสนองความจำเป็นหรือความต้องการในทันทีทันใด และ, ในท่ามกลางของระบบที่ไม่ได้เป็นบุคคลและไม่มีความรู้สึกนึกคิด ผู้คนยังคงกระหายในการติดต่อกับสิ่งที่เป็นบุคคลและมีความรู้สึกนึกคิดด้วยโลกเกี่ยวกับวิญญาณ น่าเสียดายยิ่งกัน, นี่นำไปสู่การบูชารูปเคารพหลายครั้ง แต่การบูชารูปเคารพขัดแย้งกับเป้าหมายโดยผ่านการสนับสนุนในส่วนของสิ่งที่ไม่ใช่รูปแบบของบุคคลและไม่มีความรู้สึกนึกคิดด้วยการแลกเปลี่ยนกับสิ่งสำคัญ การบูชารูปเคารพเปรียบเหมือนการเป็นหญิงโสเภณีในพระคัมภีร์ไบเบิล การหากินเป็นหญิงโสเภณีเป็นเหมือนกับการเอาบางสิ่งที่ในแบบส่วนตัวมาก และเปลี่ยนไปสู่การซื้อขายทางธุรกิจของสองบุคคลที่ใช้ซึ่งกันและกันเหมือนเป็นสิ่งของ การบูชารูปเคารพได้สนับสนุนการใช้เหมือนเป็นสิ่งของมากกว่าในเชิงความสัมพันธ์ส่วนบุคคลด้วย ในท้ายที่สุดเป็นสถานการณ์ที่มีแต่เสียกับเสีย, เพราะว่าคนไม่ได้แสวงหาพระเจ้าในพระคัมภีร์ไบเบิลผู้มีความสัมพันธ์ได้ : “ประชาชนของเราไปขอความเห็นจากสิ่งที่ทำด้วยไม้ และไม้ติ้วก็แจ้งแก่เขาอย่างเปิดเผย เพราะจิตใจที่ชอบเล่นชู้นำให้เขาหลงไป และเขาทั้งหลายได้ละทิ้งพระเจ้าของเขาเสียเพื่อไปเล่นชู้ เขาถวายสัตวบูชาอยู่ที่ยอดภูเขาและทำสักการบูชาเผาอยู่ที่เนินเขา ใต้ต้นโอ๊ก ต้นไค้และต้นเอ็ลม์ เพราะว่าร่มไม้เหล่านี้เย็นดี เพราะฉะนั้นธิดาทั้งหลายของเจ้าจึงจะเล่นชู้และเจ้าสาวทั้งหลายจึงจะล่วงประเวณี” (โฮเชยา ๔:๑๒-๑๓) นี่ไม่ได้หมายถึงศาสนาพุทธต้องเปลี่ยนรูปแบบ แม้ว่า Dhammika เขียนบทวิจารณ์อย่างแรงในเรื่องศาสนาพุทธนิกายเถรวาท, เขาต้องการนำปฏิรูปมาถึงศาสนาพุทธ เขาไม่ได้เห็นว่าความพยายามของเขาในการปฏิรูป มันได้ถูกจำกัดเหมือนดั่งข้อจำกัดของพระพุทธเจ้า แม้ว่าเขาจะสามารถนำพาพุทธศาสนาสมัยใหม่เป็นดั่งมาตรฐานของพระพุทธเจ้าด้วยตัวเขาเองหรืออาจจะเหนือกว่านั้น, แต่ระบบทั้งปวงยังคงอยู่ในพื้นฐานของความคิดเห็นของมนุษย์, และจะขาดหลักอำนาจที่แท้จริง เขาอาจจะสำเร็จในการนำเกี่ยวกับการปฏิรูปในรูปแบบที่เขาพอใจด้วย, แต่การไม่คำนึงถึงทางของพระเจ้า, ความพยายามของเขาในท้ายที่สุดจะแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของศาสนาพุทธในปัจจุบัน เราไม่สามารถตัดสินด้วยตัวเราเองที่ว่าอะไรถูกหรือผิดดั่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีของซีลอนได้ประกาศ บางครั้ง กฎหมายของแผ่นดินพวกเขานั้นผิดศีลธรรม, อย่างเช่นกฎหมายบางข้อในเยอรมันช่วงระบบปกครองของฮิตเลอร์ ในกรณีนี้กฎหมายของประเทศแสดงเหมือนกับตำรวจที่ทรยศ, โดยสนับสนุนในเรื่องผิดศีลธรรมหรือห้ามสิ่งที่ถูกศีลธรรม ศาสนาพุทธตัวมันเองก็คล้ายกับตำรวจที่ทรยศ, เพราะว่ามันเป็นการตั้งกฎขึ้นมาเองโดยไม่มีสิทธิอำนาจที่จะทำ บทสรุปที่ซึ่งศีลธรรมของศาสนาพุทธได้เอื้อมไปนั้นไม่ได้บริสุทธิ์ทุกครั้ง ตัวอย่างที่น่าสนใจในบางสิ่งที่ไม่ใช่หลักศีลธรรม ได้สนับสนุนโดยชาวศาสนาพุทธธิเบต, ในเว็บไซต์นี้มีแปดข้อคำถามคมกริบถึงทะไลลามะ: http://www.trimondi.de/EN/deba03.html ระบบต่างๆที่ซึ่งมองข้ามพระเจ้า, ในท้ายที่สุดแล้ว ศีลธรรมจำต้องวางบนความเห็นของมนุษย์เพียงอย่างเดียว นี่เป็นสภาพของศาสนาพุทธ อาจารย์หลายคนอาจจะสนับสนุนอุดมคติใจบุญมีใจเมตตาอย่างสูงส่ง, แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นที่ไม่มีสิทธิอำนาจที่จะสนับสนุนมัน เพราะว่าการขาดสิทธิอำนาจนี้ อาจารย์บางคนไม่ได้เน้นความสำคัญแก่ศีลธรรม, ถึงจะพูดถึงศีลธรรมอย่างน้อยก็ไม่ใช่ศีลธรรมที่มีสิทธิอำนาจแบบเด็ดขาด: “ถึงแม้ว่าเขาเน้นความจำเป็นของการเป็นทางการในการปฏิบัติของเซ็น, [Shunryu] Suzuki-roshi ปฏิเสธที่จะสร้างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับศีลธรรมแก่นักศึกษาของเขา, ชี้แจงเหตุผลที่ว่าหลักศีลธรรมขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละวัฒนธรรม กฎเกณฑ์แบบนี้, เขากล่าว, ควรจะถูกพัฒนาทีละเล็กทีละน้อยผ่านช่วงเวลาแห่งการทดลองและข้อผิดพลาด...หลักศีลธรรมสัมพัทธนิยมทั่วไปของเขาที่ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน มีการขอร้องอย่างชัดเจนสำหรับคนที่อยู่ยุคนั้นที่ได้ผลักผ่านการปฏิวัติขนมธรรมเนียมเกี่ยวกับเพศในชาวอเมริกัน” (Robinson, ๓๐๔) เหมือนกับอาจารย์ในพุทธศาสนานิกายเซ็นได้กระทำไป, อาจารย์ชาวพุทธธิเบตก็ลดความสำคัญของศีลธรรมด้วย: Trungpa ได้มองรูปแบบของศีลธรรมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ระเบียบแบบแผนที่ยุ่งยากของตัวเอง’ ที่การทำสมาธิมีเจตนาไปสู่การล้มล้างระเบียบนั้น... การเขียนของ Trungpa... เป็นที่นิยมอย่างมากเลยทีเดียว, และการปฏิเสธรูปแบบศีลธรรมอย่างตรงไปตรงมาของเขาขึ้นชื่อโด่งดัง” (Robinson, ๓๐๔-๓๐๕) ในกรณีทั้งสองด้านบนนี้, ผลลัพธ์นั้นทำนายได้: “Suzuki-roshi ตายในปี ๑๙๗๑ และ Chogyam Trunga ในปี ๑๙๘๗ ทายาทของพวกเขาได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดธรรมะชาวอเมริกันไม่นานก่อนพวกเขาเสียชีวิต; ทายาททั้งคู่ของทั้งสองได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องอื้อฉาวทางเพศอย่างรวดเร็วและในที่สุดถูกถอดทอนออกจากการแต่งตั้งในองค์กรของเขา ต่อมาเรื่องอื้อฉาวทำนองเดียวกันใน นิกายเซ็น, นิกายซอน, และศูนย์ธิเบต, รวมทั้งชาวเอเชียด้วย เช่นเดียวกับ อาจารย์ชาวอเมริกัน, ให้เห็นโดยชัดเจนว่า สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่เดียว แต่ปรากฏบ่อยครั้งจนเป็นรูปแบบหนึ่งของเรื่องปกติ...” (Robinson, ๓๐๖) ที่เขาได้สอนว่าไม่มีตัวตน (ไม่มีคนยืนยงถาวรที่จะรับรางวัลหรือลงโทษในการกระทำของเขา), แต่เขาสอนว่ามีการเกิดใหม่,ศากยมุนีพุทธเจ้า(พระพุทธเจ้า) มีความเชื่อใจว่าจักรวาลนั้นไม่ใช่ไร้ศีลธรรม เกี่ยวกับความเชื่อใจของพระพุทธเจ้าที่ว่าจักรวาลนี้มีศีลธรรม, Jones ได้สรุปว่า: “เขาไม่สามารถที่จะอ้างว่าการเชื่อใจนี้มีพื้นฐานดีในส่วนการสอนของเขาที่ตามเหตุผลและการวิเคราะห์ ; จริงๆ, ผมนึกว่ามันไม่แรงเกินไปที่จะพูดว่ามีการขัดแย้งกันแบบ ไม่มีความหวังที่จะเป็นไปได้ที่จะเชื่อมกันระหว่างทั้งสองนี้” (Jones, ๓๖) นักปรัชญาคริสเตียน Francis Schaeffer เขียนว่า “ถ้าคุณเริ่มด้วยสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์, แม้ว่าคุณจะใช้คำพูดอย่างไรก็ได้เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์, แต่มันไม่มีความหมายสำหรับศีลธรรม” (๓๗) เช่นเดียวกัน, พูดถึงเพลโตเป็นตัวอย่าง, Schaeffer เขียนไว้ว่า: “เราควรจะเข้าใจในจุดนี้ว่าเพลโตนั้นถูกต้องอย่างที่สุด เขาถือว่า คุณไม่มีศีลธรรม นอกจากคุณมีจุดที่แน่นอนนี่เป็นคำตอบที่สมบูรณ์ของสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเพลโต, เขาใช้เวลาของเขาในการหาสถานที่ที่เป็นรากฐานจุดที่แน่นอนของเขา, แต่เขาไม่สามารถที่จะทำได้เพราะเทพต่างๆของเขานั้นไม่เพียงพอ แต่นี้คือพระเจ้าผู้มีลักษณะแบบบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พระเจ้าผู้ซึ่งมีลักษณะที่ซึ่งสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงได้แยกออกไปและที่ซึ่งลักษณะของพระองค์เป็นศีลธรรมที่แน่นอนของจักรวาล” (๔๒) สถานการณ์ของเพลโตคล้ายคลึงกับของพระพุทธเจ้า ที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ปฏิเสธพระเจ้าที่แน่นอนและมีลักษณะบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ได้ และด้วยเหตุนี้ไม่สามารถพิสูจน์ความถูกต้องความเชื่อใจของเขากับสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม กรรมที่ไม่ใช่ในรูปแบบบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ ไม่สามารถอธิบายถึงศีลธรรมที่ใช้สำหรับบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ได้ ชาวพุทธวางความเชื่อในข้อสรุปที่จำกัดของพระพุทธเจ้า ผู้ที่พูดว่ามีสิ่งเหมือนกรรมที่ซึ่งมีหน้าที่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงและแน่นอน เป็นไปได้อย่างไรที่พระพุทธเจ้า, ที่มีข้อจำกัดและใช้หลักไม่มีตัวตน, ไม่เที่ยงแท้, ความคิดที่ไม่แน่นอนเพื่อที่จะมาถึงบทสรุปเหล่านี้- แน่ใจได้อย่างไร บทสรุปของเขานั้นเป็นจริง? ชาวพุทธต้องวางความเชื่อของพวกเขาในบทสรุปของคนเพียงหนึ่งคน, ที่ซึ่งบางครั้งส่งเสริมในสิ่งที่ไม่แน่นอนเหมือนกัน, ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของแต่ละบุคคล, และบทสรุปลึกลับจากการทำสมาธิ หากใครบางคนทำสมาธิและ “ค้นพบ”ว่าพวกเขาเป็นทายาทที่แท้จริง (ในที่นึกเอาว่าเป็นชีวิตก่อนหน้านั้น) ในส่วนของที่ดินที่ยังไม่มีใครอ้างเป็นเจ้าของ, จะมีศาลกฎหมายที่ไหนที่จะอนุญาตการเปิดเผยจากการทำสมาธิมาเป็นหลักฐาน? การทำสมาธิเป็นระดับเดียวกันกับความฝันและแน่นอนไม่มีใครยอมรับเอามาเป็นหลักฐานถูกต้องตามกฎหมาย ชาวพุทธต้องเดินไปด้วยความเชื่อ, ที่ไร้ซึ่งหลักฐานที่จะสนับสนุนสิ่งที่พวกเขาอ้างในสิ่งที่เป็นอยู่ โลกที่เราอยู่นั้นมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยลักษณะที่ใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสมในตัวของมันเองในทางที่ไม่สามารถมาได้โดยการสุ่ม, และสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ตั้งแต่แรกเริ่ม ต้นไม้และพืชคายออกซิเจนและรับคาร์บอนไดออกไซด์ คนและสัตว์ทำตรงกันข้าม กระเพราะของเราสามารถที่จะย่อยและใช้เป็นอาหารตามที่เราหาได้รอบๆตัวเรา เรามีดวงตา, และสามารถใช้ตอบรับแสงตามส่วนจำเป็นที่ต้องใช้ สัญชาติญาณการอพยพย้ายถิ่นของนกตรงกับสภาพของภูมิประเทศของโลกเราที่ได้วางแบบไว้ เราก็มีประสาทสัมผัสของศีลธรรมที่ซึ่งติดมากับลักษณะของมนุษย์เรา, ที่ซึ่งวิวัฒนาการหรือจากการเริ่มจากสิ่งที่ไม่ใช่ลักษณะบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ ไม่สามารถอธิบายได้ ศีลธรรมของมนุษย์นั้นแตกต่างจากสิ่งที่เราเห็นในโลกของสัตว์ สัตว์ไม่จำเป็นต้องมีตำรวจ, ศาลพิพากษาหรือเรือนจำ มันจะเป็นเรื่องน่าหัวเราะที่จะยัดเยียดศีลธรรมให้แก่สัตว์ มันก็คงน่าหัวเราะเหมือนกันที่จะปล่อยศีลธรรมไปสำหรับมนุษย์ พวกเราถูกสร้างมาให้เป็นคนที่มีศีลธรรม ในการอ่านบนความอันหลายหลายจากวารสารทางพระพุทธศาสนา, เว็บไซด์และหนังสือ, มีทฤษฏีหลากหลายของศีลธรรมที่ซึ่งถูกเสนอสำหรับศาสนาพุทธ ปัญหาทั้งหมดในความคิดพวกนี้คือที่พวกเขาไม่สามารถจะที่ยึดเหนี่ยวความคิดพวกนี้ในมาตรฐานเหนือความคิดเห็นของมนุษย์ (ในทางตรงกันและตามเหตุผลน่าเชื่อถือ) ชาวพุทธสามารถเสนอระบบอันหลากหลายเพื่อทำให้เป็นคนดี, แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่คำจำกัดความของคำว่าดีในระบบนั้นเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นของมนุษย์ ศีลธรรมในบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ไม่สามารถมาจากพลังงานที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ ชาวพุทธ, ผู้ซึ่งคือบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ ได้แต่งศีลธรรมขึ้นมาเองศีลธรรมที่แต่งขึ้นมาเองนั้นไม่ได้ถือสิทธิอำนาจที่เหนือที่สุดเลยและมันไม่ได้คำอธิบายถึงผู้ทรงสร้างของเราผู้ที่ซึ่งมีสิทธิอำนาจในการสอนพวกเราว่าอะไรว่าเป็นสิ่งที่ดี ๕. หลงทางไปจากพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ พูดว่า “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ” (ยอห์น ๑๐:๑๑) มีทางผิดหลายทางที่แกะจะสามารถไปและหลงทางได้ เพื่อที่จะเข้าไปในฝูงแกะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเยซูคริสต์ ในทางใดอะไรบ้างที่ชาวพุทธหลงไปจากทางของพระเจ้า? เริ่มต้นด้วย, ชาวพุทธไม่ได้รักพระเจ้า : “พระเยซูทรงตอบเขาว่า,‘จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’นี่แหละเป็นพระบัญญัติข้อต้นและข้อใหญ่ ข้อที่สองก็เหมือนกันคือ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’พระราชบัญญัติและคำพยากรณ์ทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้” (มัทธิว ๒๒:๓๗-๔๐) เช่นเดียวกัน, ชาวพุทธไม่ได้มีความเชื่อหรือไว้วางใจในพระเจ้า: “แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาหาพระเจ้าได้นั้นต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่ปลงใจแสวงหาพระองค์” (ฮีบรู ๑๑:๖) ความเชื่อนี้มีพื้นฐานมาจากหลักฐานที่พระเจ้าให้แก่เรา, ไม่ใช่ความเชื่อที่ตาบอด ในการขจัดพระเจ้าออกไปจากการพิจารณา, ชาวพุทธไม่ได้ให้ความยำเกรงที่เหมาะสมต่อพระเจ้า: “ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็นที่เริ่มต้นของปัญญา และซึ่งรู้จักองค์บริสุทธิ์เป็นความเข้าใจ” (สุภาษิต ๙:๑๐) แทนที่จะยำเกรงพระเจ้า, ชาวพุทธลงเอยด้วยการอยู่ในความกลัว ภูต ผี ปีศาจ และต้องผูกมัดในความเป็นทาสที่ต้องทำให้วิญญาณเหล่านั้นพอใจอยู่เสมอ การที่เป็นที่พึ่งของตนเอง, ชาวพุทธไม่ได้ทิ้งห้องว่างไว้เพื่อไว้วางใจพระเจ้าอย่างถ่อมตัว: “...‘พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม’ ” (ยากอบ ๔:๖) “...เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว ๑๘:๓) แทนที่ของการสรรเสริญพระเจ้า, ชาวพุทธตามจิตนาการที่ไร้สาระโดยสรรเสริญแก่การทำสมาธิและนึกภาพของชีวิตก่อนหน้านี้ตามจินตนาการ: “เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป” (โรม ๑:๒๑-๒๒) “และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา” (ยอห์น ๑๗:๓) รู้จักพระเจ้าเป็นเป้าหมาย นี่คือความสัมพันธ์ พระเจ้าไม่ได้เรียกผู้คนให้มีการผจญภัยทางจิตวิญญาณโดยใช้จิตใจของพวกเขา การสั่งยาของหมอเถื่อนบางคนสามารถเห็นผลสำเร็จชัดเจนในชั่วขณะ แม้ว่าหมอเถื่อนจ่ายยาบางสิ่งตามเหตุผลมันก็ไม่ได้หมายความว่าหมอพวกนั้นเป็นหมอจริงๆ พระพุทธเจ้าได้กำหนดศีลธรรมบางอย่างตามเหตุผล, แต่เขาได้กำหนดบางสิ่งที่ดึงผู้คนให้ออกห่างจากพระเจ้าด้วย การทำสมาธินำไปสู่ประสบการณ์ต่างๆหรือเปล่านั้น ไม่ใช่จุดสำคัญ คุณสมบัติของพระพุทธเจ้านั้นขาดแคลนอย่างมาก พระเจ้าไม่ได้เรียกเราให้แสวงหาประสบการณ์, แต่เรียกเราเพื่อแสวงหาที่จะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเชื่อฟังพระเจ้า อะไรที่ผิดไปมากที่ อดัมและอีฟได้รับและกินผลไม้ที่พระเจ้าไม่อนุญาต? นอกจากบาปชัดเจนที่เขาไม่เชื่อฟัง, พวกเขาได้ตกไปสู่สิ่งหลอกลวงของ “การหาความรู้นอกจากพระเจ้า” ด้วย นี่เป็นสิ่งหลอกลวงที่มีรูปโฉมในหลายรูปแบบ, อย่างเช่นโหราศาสตร์, เมื่อผู้คนเดินไปในส่วนของหน้าการดูดวงบนหนังสือพิมพ์, มันเป็นวิธีการทำนายที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า; หาความรู้นอกจากพระเจ้า เพื่อกระทำสิ่งนี้ บุคคลต้องกดผลักความจริงที่พระเจ้าที่ได้เปิดเผยแล้ว ปัญหาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการที่ไม่รู้ มันไม่ได้เป็นกรณีที่ไม่ได้รู้จักความจริง, แต่เป็นกรณีที่ไม่ต้องการจะรู้ความจริง กริยาท่าทางที่ไม่อยากรู้สิ่งที่พระเจ้าได้เปิดเผย มาจากการที่ไม่เต็มใจที่จะเชื่อฟัง ทุกคนมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่บ้าง, แม้ว่าความรู้นั้นตระหนักถึงการมีอยู่ของพระองค์อย่างเดียว แต่เมื่อความรู้นั้นได้ถูกกดผลักไปผู้คนโน้มน้าวไปที่จะแสวงหาคำตอบอื่นๆ- “การหาความรู้นอกจากพระเจ้า” นี่เป็นคำโกหกเดียวกันที่พระพุทธเจ้าตกลงไป แทนที่จะแสวงหาความรู้จากพระเจ้าและยอมรับความเป็นจริงจากผู้ทรงสร้างเรา, เขาได้ผลักความจริงเหล่านั้น, และแสวงหาความรู้นอกเหนือไปจากพระเจ้า, ผ่านการทำสมาธิ การทำสมาธิเป็นรูปแบบของการทำนายที่ไม่ได้มาจากพระเจ้าเหมือนกับโหราศาสตร์หรือไพ่ทาโรต์ ปัญหาที่ลึกกว่าในการโกหกนี้คือแสดงถึงการไม่ไว้วางใจ แทนที่จะเชื่อในพระเจ้าและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า, ความสัมพันธ์นั้นถูกตัดไปและคำของงูร้ายได้ถูกพูดขึ้นอีก, “พระเจ้าได้พูดแบบนั้นหรือ...?” พระพุทธเจ้าได้ให้คำโกหกแก่ผู้คนแทนที่ความจริงและผลลัพธ์กลับเป็นเรื่องน่าเศร้าในฝ่ายจิตวิญญาณ: “เพราะเจ้าได้กระทำให้คนชอบธรรมท้อใจด้วยการมุสา ทั้งที่เราไม่ได้กระทำให้เขาเศร้าใจเลย และเจ้าได้ทำให้มือของคนชั่วแข็งแรงขึ้น เพื่อมิให้เขาหันกลับจากทางชั่วของเขา โดยสัญญาว่าเขาจะได้ชีวิตรอด” (เอเสเคียล ๑๓:๒๒) ท้ายที่สุด, แทนที่จะอยู่ในการดูแลของผู้เลี้ยงแกะที่เปี่ยมไปด้วยรัก, ชาวพุทธได้ถูกทิ้งไว้ในการมีอยู่ของปีศาจ, งูใหญ่ (งูนาคที่ศาสนาพุทธยกย่อง, แต่ซึ่งที่จริงแล้วมันคือปีศาจ) บทสรุป พูดอย่างง่ายมาก, คนตายไม่สามารถช่วยใครได้ ที่จะหาคำตอบเกี่ยวกับคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิต: ฉันมาจากไหน? ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่? ฉันจะไปที่ไหนเมื่อฉันตายไป? พระคัมภีร์ไบเบิลสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ พระเยซูคริสต์ยังมีชีวิตอยู่ พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย คุณต้องการที่จะคืนดีกับผู้สร้างของคุณไหม? ถ้าคุณต้องการ, คุณสามารถเริ่มโดยการสารภาพบาปของคุณแก่พระองค์, ซึ่งประกอบด้วยบาปที่ละเลยพระองค์และไม่ให้เกียรติแก่พระองค์ ที่พระองค์ควรจะได้รับ "ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น" (๑ ยอห์น ๑:๙) พระเจ้าต้องการให้ทุกคนเชื่อในพระเยซูคริสต์และเช่นนี้ มีความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับพระเจ้า ผมได้รวบรวมบางส่วนของเรื่องราวที่มีในเอกสารนี้ด้วยคำย่อ: HOODED นี่มันเป็นฐานะที่ไม่มั่นคงของชาวพุทธที่เป็นอยู่ เหมือนดั่งพระพุทธเจ้าตัวเขาเอง มันเหมือนว่างูเห่ายักษ์ที่แผ่แม่เบี้ยเป็นที่พักผ่อนอยู่เหนือหัวของเขา, เพราะว่าคำตอบไม่เพียงพอหรือละเลยคำถามสำคัญมากที่สุดของชีวิต, เหมือนดั่งคนเจ็บที่ไล่หมอไป ในอีกด้านหนึ่งมีคำย่อที่ว่า CAMPER ซึ่งแสดงถึงหลักฐานที่คริสเตียนมี, ซึ่งทำให้ความเชื่อในพระคัมภีร์ไบเบิลนั้นน่าเชื่อถือมากและเป็นพื้นฐานสำหรับตอบคำถามที่สำคัญมากที่สุดของชีวิต ผมได้เสนอเหตุผลมากมายที่นี่, แต่การเลือกนั้นอยู่ที่คุณ คุณจะตอบสนองต่อความรักของพระเจ้าไหม? คุณจะมาถึงพระองค์อย่างถ่อมตัวไหม? คุณจะมอบชีวิตให้แก่พระองค์, ด้วยความเชื่อ-เหมือนเด็กเล็ก ไหม? ความไม่แน่นอนของชาวพุทธ (HOODED) หลักฐานของคริสเตียน (CAMPER) Highly impersonal beginning การเริ่มแรกจากสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์อย่างมาก Creation การทรงสร้าง Overblown stories เรื่องราวที่เกินจริงมากเกินไป Archeology โบราณคดี Over a 2000 year Scripture gap ช่วงเวลาที่ห่างเกินกว่า ๒,๐๐๐ ปี สำหรับพระธรรม Manuscripts ต้นฉบับเอกสารที่เขียนด้วยมือ Devoid of prophetic insight คำพยากรณ์ที่ปราศจากการพิสูจน์ Prophecies คำพยากรณ์ต่างๆ Experience is the subjective test การทดลองขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล Eyewitnesses พยานผู้พบเห็นด้วยสายตา Dead and absent leader ผู้นำตายไปและไม่อยู่แล้ว Resurrection การฟื้นคืนชีวิตของพระเยซู เพิ่มเติมนิดหน่อยสำหรับตัว “E” ในคำ HOODED (การทดลองขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล): การทำสมาธิเป็นข้อมูลภายในของแต่ละบุคคล (สิ่งที่ “เรียนรู้” ผ่านการนั่งสมาธิไม่สามารถรับเข้าเป็นหลักฐานสู่ศาลทางกฎหมาย), และการทำสมาธิเป็นการเปิดประตูอันตรายสู่โลกวิญญาณด้วย ผู้ทำสมาธิต้องไปสู่สภาพการเปลี่ยนแปลงภาวะของจิตสำนึก ในการอธิบายถึงทางตรัสรู้ในศาสนาพุทธ, ผ่านการทำสมาธิ, Robinson ในหนังสือของเขาที่เขาแนะนำประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธ, สรุปว่า, “ความหมายของการตรัสรู้เป็นดังเช่น สองส่วนสามการเชื่อในเรื่องหมอผีหรือคนทรงเจ้า[shamanism], การเปลี่ยนแปลงหลักศีลธรรม, และหนึ่งในสามจากการศึกษาปรากฎการณ์ของจิตสำนึกที่ซึ่งมาจากประสบการณ์โดยตรง [phenomenology]...” (๑๙) Robinson ให้คำจำกัดความของการเชื่อในเรื่องหมอผีหรือคนทรงเจ้า(shamanism) ว่า: “ในถ้อยคำที่ง่ายที่สุด, การเชื่อในเรื่องหมอผีและคนทรงเจ้า[shamanism] เป็นความพยายามที่จะรับความรู้หรือพลังอำนาจจากสภาพการเปลี่ยนแปลงภาวะของจิตสำนึก” (๒๙๐) ผมได้รู้จักคนหนึ่งในกรุงเทพฯผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่พักได้ถูกสอนการทำสมาธิไม่กี่ปีที่ผ่านมา ครั้งหนึ่ง, ระหว่างที่เธอกำลังทำสมาธิ, วิญญาณที่น่ารังเกียจได้ปรากฏต่อหน้าเธอ เธอหวาดกลัวและวิ่งหนีออกจากห้อง ครูที่สอนการนั่งสมาธิแก่เธอ บอกเธอว่าอย่าได้กังวลอะไรเลยเกี่ยวกับมัน, แต่ควรกลับไปและสอนแก่วิญญาณที่น่ารังเกียจนั้นด้วยทาง“สงบสุข”ของศาสนาพุทธ ในทางนั้น, วิญญาณชั่วได้หลอกลวงเธอให้คิดว่าสิ่งที่เธอทำอยู่นั้นดี, ซึ่งแท้จริงเธอถวายตัวแก่วิญญาณชั่วที่หลอกลวงแสร้งทำเป็นเรียนรู้สันติสุขเท่านั้น, แต่เป็นการผูกมัดเธอไว้ด้วยการหลอกหลวงพระไตรปิฎกให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่น่าเชื่อถือที่สามารถเห็นได้ในเอกสารนี้และในเอกสารของผมก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุนี้, การไว้วางใจคำสอนของพระไตรปิฎกในโลกฝ่ายวิญญาณเป็น เพียงแค่การนำทางที่ผิดเหมือนกัน การทำสมาธิ นำบุคคลไปสู่ในส่วนของระดับที่ลึกที่สุดของพวกเขา ที่จะไม่ถูกนำโดยความแน่นอนและความจริงตามเหตุผล, แต่ได้ถูกนำโดยประสบการณ์ที่ขึ้นกับแต่ละบุคคลที่ออกจากพระเจ้าผู้ที่ซึ่งรักพวกเขา Shravasti Dhammika ในการพูดเกี่ยวกับการทำสมาธิในศรีลังกา, เขียนว่า: “...ผู้ทำสมาธิเดินรอบๆคล้ายกับผู้ที่อยู่ร่วมกันระยะยาวในโรงพยาบาลทางจิตโดยแท้จริง มีบางคนผู้ซึ่งใช้เวลาอยู่ในศูนย์ทำสมาธิเหล่านี้จบด้วยการมีปัญหาทางสมองอย่างมาก มีเรื่องตลกแพร่กระจายในสมาคมบางกลุ่มในศรีลังกาในช่วงปีคริสต์ศักราช ๑๙๙๐-๒๐๐๐ กลายเป็น ‘หนึ่งเดือนใน Kanduboda, หกเดือนใน Angoda,’Kandubodaเป็นที่รู้จักกันดีของศูนย์ทำสมาธิใน Colombo และ Angoda เป็นโรงพยาบาลใหญ่ของผู้ป่วยทางสมอง ของเมืองนี้” http://www.buddhistische-gesellschaft-berlin.de/downloads/brokenbuddhanew.pdf HOODED: พระพุทธเจ้าถูกปกคลุมด้วยร่มเงาของงูยักษ์เจ็ดหัวในพระไตรปิฏก, มันไม่ได้บอกว่ามีเจ็ดหัว, เพียงแต่บอกแค่ว่ามันอยู่เป็นเวลาเจ็ดวันและเจ็ดขดวง (Muccalinda Sutta ใน Udana ของพระไตรปิฏก) http://patokallio.name/photo/travel/Thailand/NongKhai/Buddha_Naga2.JPG นี่เป็นเรื่องจากพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้าและนาค: “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ควงไม้มุจลินท์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุติสุขด้วยบัลลังก์อันเดียวตลอด ๗ วัน สมัยนั้น อกาลเมฆใหญ่บังเกิดขึ้นแล้ว ฝนตกพรำตลอด ๗ วัน มีลมหนาวประทุษร้าย ครั้งนั้นแล พระยามุจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตน มาวงรอบพระกายของพระผู้มีพระภาคด้วยขนดหาง ๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่เบื้องบนพระเศียรด้วยตั้งใจว่า ความหนาวอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค ความร้อนอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาคครั้นพอล่วงสัปดาห์นั้นไป พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้น ครั้งนั้นพระยามุจลินทนาคราชทราบว่าอากาศโปร่ง ปราศจากเมฆแล้วจึงคลายขนดหางจากพระกายพระผู้มีพระภาค นิมิตเพศของตนยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคอยู่ ฯ” http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=1699&Z=1721 เพื่อสรุปสิ่งที่ผมได้เขียนในเอกสารก่อนหน้านี้และในเอกสารนี้, ชาวพุทธได้ถูกทิ้งด้วยแผนที่ที่มีข้อผิดพลาดในมือ, บอกให้ขึ้นอยู่กับตนเอง, ซึ่งมันไว้วางใจไม่ได้, และมีงูแผ่แม่เบี้ยส่ายไปส่ายมาเหนือหัว ผมจะขอแนะนำคุณถึงพระเยซูคริสต์, แทนได้ไหม? ในการเขียนเกี่ยวกับหลักฐานทางโบราณคดีที่สนับสนุนเรื่องราวของพระคัมภีร์ไบเบิล, Mark Cahill พูดว่า, “มีมากว่า ๒๕,๐๐๐ ชิ้นทางโบราณคดีที่หาพบที่สนับสนุนในเรื่องของ บุคคล, คำเรียกของพวกเขา, และสถานที่ที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์ไบเบิล Nelson Glueck, นักโบราณคดีที่มีชื่อเสียงชาวยิว, เขียนว่า‘มันสามารถกล่าวได้อย่างเด็ดขาดว่าไม่มีการค้นพบทางโบราณคดีใดที่โต้แย้งการอ้างถึงในพระคัมภีร์ไบเบิลเลย’” (Cahill ๖๕) “Lionel Luckhoo (๑๙๑๔-๑๙๗๗) เป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงและภายหลังเป็นผู้ประกาศคำสอนของพระเยซูคริสต์, ผู้ที่ซึ่ง หนังสือบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ (Guiness Book of World Records) ในรายชื่อผู้ชนะการตัดสินให้พ้นโทษในการสอบสวนคดีฆาตกรรม ติดๆกันมากที่สุด, ถึง ๒๔๕ ครั้ง... เขากล่าวว่า, 'ผมใช้เวลากว่า ๔๒ ปี ในการเป็นทนายต่อสู้คดีในหลายๆแห่งของโลกและผมยังคงปฏิบัติอยู่อย่างนั้นผมโชคดีที่ได้รับความสำเร็จเป็นจำนวนมากในคณะลูกขุนของการสอบสวนและผมพูดไม่อ้อมแอ้มในหลักฐานการฟื้นคืนชีวิตของพระเยซูคริสต์เจ้าที่ทรงอานุภาพที่มันพลังดันความยอมรับโดยการพิสูจน์ซึ่งทิ้งไว้ด้วยความแน่นอน ซึ่งไม่มีห้องให้สำหรับความไม่แน่ใจ'” http://www.conservapedia.com/Lionel_Luckhoo พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในเนื้อหนัง พระเยซูเป็นผู้ทรงสร้างจักรวาล พระองค์อยู่ร่วมกับพวกเรามาเป็นเวลา ๓๓ ปี, ทรงทำอัศจรรย์, ทรงรักษาผู้คน, ขับผีปีศาจ, สอนด้วยสิทธิอำนาจ, ถูกตรึงกางเขน, ถูกวางในอุโมงค์, และทรงเป็นขึ้นจากความตายในวันที่สาม สาวกของพระองค์ยืนยันเป็นพยานของการฟื้นคืนชีวิตของพระองค์ด้วยหยาดโลหิตของเขาที่มาจากการข่มเหง คำพยากรณ์หลายร้อยคำมาก่อนพันธกิจของพระเยซูคริสต์และถูกทำให้สำเร็จด้วยพระองค์ คำพยากรณ์ส่วนมากนี้ ได้ถูกให้ไว้ก่อนพระพุทธเจ้าจะเกิด พระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นคนตายเหมือนผู้นำศาสนาคืนอื่น, แต่ว่าพระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ พระองค์เป็นผู้เดียวที่มีสิทธิอำนาจในการชำระล้างเราจากความบาปและรับเราสู่สวรรค์ แต่, ผู้ใดที่ปฏิเสธพระองค์เป็นการปฏิเสธความจริง ที่ผู้นั้นชื่นชอบคำเท็จมากกว่า คุณรักความจริงไหม? คุณตั้งใจที่จะตามพระเยซูคริสต์ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม? อย่างไรก็ตามความรอดเป็นสิ่งที่ให้ฟรี, แต่มีการเสียสละบ้างเพื่อยอมให้พระเจ้าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา, แต่มีการล้มละลายหากยึด “ตัวเอง” เป็นเจ้านาย พระเยซูเป็นทางนั้น, เป็นความจริงและเป็นชีวิต CAMPER: “โดยความเชื่อ ท่านได้พำนักในแผ่นดินแห่งพระสัญญานั้น เหมือนอยู่ในดินแดนแปลกถิ่น คืออาศัยอยู่ในเต็นท์กับอิสอัคและยาโคบซึ่งเป็นทายาทด้วยกันกับท่านในพระสัญญาอันเดียวกันนั้น” (ฮีบรู ๑๑:๑๙) http://vormedia.com/ ภาคผนวก ๑: กษัตริย์อโศก กษัตริย์อโศกได้ถูกอ้างอิงหลายครั้งในการบันทึกเกี่ยวกับศาสนาพุทธในฐานะที่เป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาพุทธและบางครั้งได้ถูกยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่มีความเมตตากรุณาอย่างยิ่งใหญ่ ถึงแม้ว่า, ด้วยการขาดอำนาจในพระไตรปิฏก, และการขาดอำนาจในการเป็นที่ยึดเหนี่ยวในระบบศีลธรรมของชาวพุทธในส่วนของจักรวาลที่ไม่มีบุคลิคภาพและไม่มีความสัมพันธ์, กษัตริย์องค์นี้ ได้พยายามถูกชี้ให้เห็นถึงการสนับสนุนหรือให้ความนับถือในทางชาวพุทธด้วยสิทธิอำนาจกษัตริย์ของเขา แต่, ในการกระหายต่อบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ได้และที่ซึ่งสูงที่สุด, แทนที่จะสรรเสริญพระเจ้า, เป็นเพียงมนุษย์ได้ถูกยกย่องสรรเสริญแทน, ผู้ที่ซึ่งไม่สามารถสนองความพอใจในส่วนจำเป็นที่ลึกที่สุดในจิตใจของมนุษย์ มากไปกว่านี้, การบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอโศกได้แสดงมากไปกว่านี้ในการขาดความน่าเชื่อถือในการบันทึกทางศาสนาพุทธ มีแหล่งที่มาสองแหล่งหลักนอกจากจารึกอโศก (Edicts) อโศกกาวทานภาษาสันสกฤต ที่ซึ่งของหินยาน (ที่ซึ่งไม่ใช่เถรวาท) ที่น่าจะเป็นไปได้ว่าเรียบเรียงในคริสต์ศักราชที่สองในอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ (Strong, ๑๙๘๙. Pp. xi-xii) มหาวันสาภาษาบาลีในอีกด้านหนึ่งที่ว่าถูกเรียบเรียงในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในคริสต์ศักราชที่ห้าในศรีลังกา เอกสารสองเล่มนี้ขึ้นกับเอกสารเก่าก่อนหน้านี้มากแค่ไหน ไม่อาจรู้ได้ อโศกกาวทานและมหาวันสาบรรยายเรื่องราวของกษัตริย์อโศก, แต่ด้วยความไม่เหมือนกันอย่างมาก นี่คือบางส่วนของสิ่งที่แตกต่าง: “ในอโศกกาวทาน, กษัตริย์อโศกได้ถูกพูดว่า ได้ประสูติหนึ่งร้อยปีหลังจากปรินิพพานของพระพุทธเจ้า; ในมหาวันสา, อย่างไรก็ตาม, เขาได้ถูกพูดว่าได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ ๒๑๘ ปีหลังจากการปรินิพาน” (Strong, ๑๙๘๙. หน้า ๒๑) ตามที่อโศกกาวทานได้บันทึกไว้, แม้แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงของกษัตริย์อโศกที่เขานับถือศาสนาพุทธ เขายังคงมีไว้อยู่ซึ่งการฆ่าตามใจชอบ... “...กษัตริย์อโศกได้แสดงให้เห็นอย่างไม่ปราณีต่อ Candargirika, ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าเพชรฆาตของเขา, และได้ถูกทรมานจนตาย หรืออีกครั้ง, หลังจากนั้น, เขาได้เข้าสู่ความโกรธและอาชีวิกะผู้ที่ไม่ได้นับถือพุทธหนึ่งหมื่นแปดพันคนถูกฆ่า... และต่อมาได้ทำการสังหารหมู่อย่างแท้จริงต่อผู้นับถือเชน, ตั้งค่าหัวแก่ผู้นับถือนอกศานาพุทธทั้งหมด หลังจากนั้น, เขาประกาศด้วยความกระหายในการทรมานทั้งปวงที่เขาจะกระทำการรุนแรงต่อภรรยาของเขาTisyaraksita, และนำไปสู่การประหารชีวิตเธอ...” (Strong, ๑๙๘๙. หน้า ๔๑) ในอีกด้านหนึ่ง, “ที่คนหนึ่งอาจคาดว่า, ในบันทึกเหตุการณ์ชาวสิงหล [มหาวันสา], ด้านบุคลิกที่ไม่ดีของกษัตริย์อโศกส่วนมากได้ถูกทิ้งไป” (Strong, ๑๙๘๙ หน้า ๖๗) มันไม่ใช่เพราะว่ามหาวันสาไม่เห็นด้วยอย่างสมบูรณ์ต่อการนองเลือดนี้ เมื่อมหาวันสาได้บรรยายถึงเจ้าชาย Dutthagamini ชาวพุทธได้โค่นล้มรัฐบาลทมิฬที่ไม่ใช่ชาวพุทธ, เมื่อ ๑๐๑ ปีก่อนคริสต์ศักราช, มหาวันสาได้บันทึกถึง Duttagamini ได้ฆ่าชาวทมิฬหนึ่งล้านคน, ซึ่งพระสงฆ์ได้มีส่วนร่วมในกองทัพเข้าสู่การสู้รบตามที่ Dhammika เขียนไว้, “พระอรหันต์แปดรูปให้กำลังใจเขาที่เขากระทำกรรมร้ายที่เล็กน้อยมากเพราะว่าเขาแค่ฆ่า passim,(นั่นคือ สัตว์); ผู้ที่ไม่เชื่อก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าสัตว์ อีกครั้ง, โดยทุกๆมาตรฐานการต่อสู้ของ Duttagamani เทียบได้กับสงครามศาสนา” (อ่านเว็บไซต์ของ Dhammika ในส่วนอ้างอิง) จากผู้ที่เขียนมหาวันสา เราก็ได้มีเรื่องที่ไม่น่าเชื่อของราชินีที่มี “เด็ก” ด้วยการอยู่ร่วมกันกับสิงโต ( http://hettiarachchi.tripod.com/dipa.html ) นี่คือประวัติศาสตร์หรือ? ในศาสนาพุทธ ผู้คนถูกทำให้เงียบอยู่บ่อยครั้งโดยเรื่องจินตนาการเพ้อฝันมากกว่าได้อำนาจโดยความจริง กลับมาที่กษัตริย์อโศก, บางส่วนของข้อความจารึก (ถ้ามันเป็นของเขา) ได้มีในข้อโต้แย้งในการฆ่าพวกที่ไม่นับถือตามเขาด้วย: “เขา [อโศก] ได้มอบถ้ำจำลองในเขาบาราบาร์, ใกล้แคว้นคยาในปัจจุบัน, แก่ชาวอาชีวิกะ, ที่เป็นฝ่ายต่อต้านชาวพุทธ” (Basham, ๔๖๘) การอ้างถึงสภาที่สาม (จัดตั้งโดยอโศก -ตามที่มหาวันสาภาษาบาลีเขียนไว้, แต่ที่ซึ่งไม่ใช่สภาที่ถูกพิสูจน์ยืนยืนว่ามีอยู่จริง, เพราะว่าอโศกกาวทานภาษาสันสกฤตไม่ได้เอ่ยถึงเลย)- อโศก ที่คนทั่วไปเชื่อว่า เขามีพระนอกศาสนาพุทธที่ไม่ใช่เถรวาท ทั้งหมด (ไม่น้อยกว่า ๖๐,๐๐๐) ขับออกจากพระสงฆ์ เกี่ยวเนื่องกับจารึกอโศก, อันแรกที่ได้ถูกแปลในยุคสมัยใหม่นั้นในปีคริสต์ศักราช ๑๘๓๗ ในจารึกพวกนี้, กษัตริย์อโศกได้อ้างตัวเองสม่ำเสมอในชื่อ “กษัตริย์ปิยะทัสสี ผู้เป็นที่รักของเทพเทวา” มีจารึกหกอันซึ่งกล่าวถึงบางสิ่งเกี่ยวกับศาสนาพุทธในทางแง่บวก, และในข้อความจารึกทั้งสามซึ่งกล่าวถึงศาสนาอาชีวิกะในทางแง่บวก จากหกข้อความจารึกที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ มีสองอันที่น่าสงสัยอย่างมาก (บันทึกข้อความ Rummindei และนิกาลีสการ์), ได้ถูกเปิดเผยโดยผู้หลอกลวงที่รู้จักกันดี (Dr Alois Anton Führer)… http://www.lumkap.org.uk/Lumbini On Trial.htm หนึ่งในจารึกเหล่านี้ (จารึกSchism) ไม่ได้กล่าวถึงศาสนาพุทธ, แต่คำว่า “คณะ” ชาวพุทธส่วนมากนึกเอาว่าความหมายนี้หมายถึง คณะสงฆ์ เสาอโศกที่เจ็ด กล่าวถึงคณะสงฆ์เป็นหนึ่งในศาสนาหลากหลายที่ได้รับความสนใจ: “แม้ ธรรมมหาอำมาตย์ ทั้งหลาย ข้าฯ ก็ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจการต่างๆ มากหลายประการ อันจะเป็นไปเพื่อการอนุเคราะห์ ทั้งแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ทั้งหลาย และ ธรรมมหาอำมาตย์ เหล่านั้น ได้รับมอบหมาย ให้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับหมู่ชนผู้นับถือลัทธิศาสนาทั้งปวง แลเพื่อประโยชน์แก่คณะสงฆ์ ข้าฯ ก็ได้มีคำสั่งว่า ให้มีเจ้าหน้าที่ ธรรมมหาอำมาตย์ ที่มีหน้าที่ (เกี่ยวกับผลประโยชน์ของคณะสงฆ์) แม้สำหรับพวกพราหมณ์และอาชีวิกะทั้งหลาย ก็เช่นกัน... แม้สำหรับในหมู่ชนผู้นับถือลัทธิศาสนาต่างๆ ข้าฯ ก็ได้มีคำสั่งไว้ว่า ให้มีเจ้าหน้าที่ ธรรมมหาอำมาตย์ เหล่านั้น ซึ่งจักมีหน้าที่รับผิดชอบ (เพื่อผลประโยชน์ของลัทธิศาสนาเหล่านั้นด้วย) เจ้าหน้าที่มหาอำมาตย์ตำแหน่งต่างๆ ย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบรักษาหน้าที่อันเฉพาะของตนๆ เท่านั้น ส่วนพวก ธรรมมหาอำมาตย์ นี้ ข้าฯ มอบหมายให้มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งกิจการเหล่านี้ด้วย และมีหน้าที่เกี่ยวกับลัทธิศาสนาทั้งหลายอื่นทั้งหมดด้วย” http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/edicts_of_asoka_(dharmachakra_atop_the_lion_capital)_the_political_science_of_dhammocracy.pdf (หน้า ๑๘๑-๑๘๒) http://www.katinkahesselink.net/tibet/asoka1b.html#Nigalisag ดังนั้น, จากรึก ๒ อัน จาก ๓๓ ซึ่งอ้างอย่างชัดเจนถึงความเชื่อส่วนบุคคลในศานาพุทธของอโศกเท่านั้น (จารึกMaski และ Bhabra) มันไม่มีจนถึงในปีคริสต์ศักราช ๑๙๑๕ ที่จารึกMaski ได้ถูกค้นพบด้วยชื่อ “อโศก” นี่คือจารึกเดียวจาก ๓๓ อันที่มีชื่อของ “อโศก” ภาพของชีวิตอโศก นั้นแตกต่างมากในแต่ละรูปลักษณ์ถ้าเราลงพิจารณาถึง มหาวันสา, อโศกาวทาน, หรือจารึก ในจารึก, อโศก (?) กล่าวถึงสวรรค์ สามครั้ง, แต่ไม่เคยกล่าวถึง นิพพาน เขาไม่ได้กล่าวถึง หลักอริยสัจสี่ ด้วย กริยาท่าทางของเขาในจารึกเป็นสัมพันธภาพระหว่างศาสนาที่อยู่ร่วมกันมากกว่าการแยกนิกายที่ผู้ที่ไม่ได้เชื่ออย่างเดียวกันสามารถอยู่ร่วมกันได้ เรามีภาพสามแบบของชีวิตอโศกที่เห็นไม่ตรงกัน อ้างอิง Basham, A.L. In Eliade, M. (Ed.). (1987). The Encyclopedia of Religion. New York: MacMillan Publishing Company. Cahill, M. (2005). One Heartbeat Away: Your Journey Into Eternity. Rockwall: BDM Publishing. Frasch, T. (2004). Notes on Dipavamsa: An early publication by U Pe Maung Tin. In The Journal of Burma Studies. DeKalb: Southeast Asia Publications. Hinuber, Oskar. (1996). A Handbook of Pali Literature. Berlin: Walter de Gruyter. Jones, J.G. (1979). Tales and Teachings of the Buddha: The Jataka Stories in relation to the Pali Canon. London: George Allen & Unwin. King, W.L. (1989). A Thousand Lives Away: Buddhism in contemporary Burma. Berkeley: Asian Humanities Press. Ling, Trevor. (1979). Buddhism, Imperialism and War. London: George Allen & Unwin. Payutto, P.A. (1998). Toward Sustainable Science. Bangkok: Buddhadhamma Foundation. Rahula, W. (1999). What the Buddha Taught. Bangkok: Haw Trai Foundation. Robinson, R.H., Johnson, W.L., Wawrytko, S.A., & DeGraff, G. (1997). The Buddhist Religion: A Historical Introduction. Belmont: Wadsworth Publishing Company. Schaeffer, F. (1972). He Is There And He Is Not Silent. London: Hodder and Stoughton. Strong, J.S. (1995). The Experience of Buddhism: Sources and Interpretations. Belmont: Wadsworth Publishing Company. Strong, J.S. (1989). The Legend of King Asoka: A Study and Translation of the Asokavadana. Princeton: Princeton University Press. Swearer, D.K. (1995).The Buddhist World of Southeast Asia. Albany: State University of New York Press. Veidlinger, D.M. (2006). Spreading the Dhamma: Writing, Orality and Textual Transmission in Buddhist Northern Thailand. Bangkok: O.S. Printing House. เว็บไซต์ Asoka’s Edicts… http://www.katinkahesselink.net/tibet/asoka1b.html#Nigalisag Shravasti Dhammika’s book… http://www.buddhistische-gesellschaft-berlin.de/downloads/brokenbuddhanew.pdf Concerning Dr Alois Anton Fuhrer… http://www.lumkap.org.uk/Lumbini OnTrial.htm Mahavamsa lion legend… http://hettiarachchi.tripod.com/dipa.html Sri Lanka's Civil War... คนตายช่วยอะไรคุณไม่ได้ โดย สก็อต โนเบิล ( [email protected] ) แปลโดย วีรวัจน์ เกียรติกุลพัฒนา ( [email protected] ) ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๓
Share by: